กัณฑ์ที่ ๑๕๘       ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๖

อำนาจวาสนา

 

การได้ยินได้ฟังธรรมอย่างสม่ำเสมอ เป็นการเสริมสร้างสติปัญญา ความรู้ ความฉลาดให้กับผู้ฟัง ให้ได้รู้จักเหตุและผล ของความเสื่อมและความเจริญ  เหตุและผลของการกระทำ ว่าเมื่อทำอะไรไปแล้ว จะมีผลตามมาอย่างไร ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีฐานะสูงต่ำแตกต่างกันไป  มีความรู้ ความฉลาด ความโง่เขลาเบาปัญญา มากน้อยแตกต่างกันไป  มีรูปร่างหน้าตาสวยงามหรือไม่สวยงาม มากน้อยแตกต่างกันไป  มีอาการครบ ๓๒ หรือไม่ครบ ๓๒ แตกต่างกันไป  มีความร่ำรวย มีความยากจนมากน้อยแตกต่างกันไป  เหล่านี้ล้วนเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเราในอดีต  ให้ได้มาเกิดสูงต่ำ เรียกว่าบุญบารมี  อย่างที่ท่านทั้งหลายได้มากระทำกันในวันนี้ เรียกว่าเป็นการสะสมบุญบารมี เพื่อผลคืออำนาจวาสนาที่จะตามมาต่อไปในอนาคต  บางครั้งอำนาจวาสนาก็จะปรากฏขึ้นมาในชาตินี้  แต่บางครั้งก็ต้องรอถึงภพหน้าชาติหน้า  แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ การสะสมหรือบำเพ็ญบุญบารมีนี้ เป็นเหตุที่จะทำให้ผลคืออำนาจวาสนาปรากฏตามขึ้นมาในภายหลังอย่างแน่นอน  จะเป็นชาตินี้ก็ได้  หรือจะเป็นในภพหน้าชาติหน้าต่อไปก็ได้  แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ เมื่อได้สะสมบำเพ็ญบุญบารมีแล้ว  อำนาจวาสนาซึ่งเป็นผลของบุญบารมี ก็จะปรากฏตามมาอย่างแน่นอน  จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

เมื่อได้เสวยอำนาจวาสนาแล้ว ก็ขออย่าให้หลงระเริงกับอำนาจวาสนา  คนบางคนเมื่อได้เกิดมาพร้อมด้วยอำนาจวาสนาบารมี ก็เกิดความหลงระเริงกับอำนาจวาสนา  แทนที่จะใช้อำนาจวาสนาไปในทางที่ดี   คือสะสมบุญบารมีให้มีมากเพิ่มขึ้นไป เพื่อภพหน้าชาติหน้าจะได้มีอำนาจวาสนาบารมีมากยิ่งๆขึ้นไป  กลับใช้อำนาจวาสนาบารมี มาทำบาปทำกรรม ก่อกรรมทำเข็ญ เพื่อปกป้องรักษาอำนาจวาสนาที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีอยู่ไปนานๆ  ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิด   เพราะอำนาจวาสนาเป็นผลที่เกิดจากการสะสมบุญบารมี  ถ้าสะสมบุญบารมีมาก  อำนาจวาสนาก็จะอยู่กับเราไปนานๆ  ไม่ต้องกลัวว่าจะหดหายไปไหน  สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงก็คือภพหน้าชาติหน้าที่จะตามมาต่อไป  ถ้าไม่สะสมบุญบารมีเพิ่มเติมต่อไป  แต่กลับสะสมบาปกรรม ก่อกรรมทำเข็ญ เพื่อรักษาอำนาจวาสนาที่มีอยู่ในปัจจุบัน เมื่อตายไป เกิดภพหน้าชาติหน้าก็จะต้องเกิดด้วยความด้อยอำนาจวาสนา  เพราะไม่ได้สะสมบุญบารมี ซึ่งเป็นเหตุที่จะทำให้มีอำนาจวาสนาบารมีตามมาต่อไปในอนาคตนั่นเอง   เปรียบเทียบก็เหมือนกับชาวนา ที่หลังจากได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว  ถ้าเป็นชาวนาที่ฉลาดก็จะแบ่งข้าวส่วนหนึ่งไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ สำหรับเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป  ถ้าเป็นชาวนาที่โง่เขลาเบาปัญญา ก็จะใช้พืชผลที่ได้เก็บเกี่ยวมาไปหมด  เอาไปซื้อข้าวซื้อของ  พอถึงเวลาเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้สำหรับเพาะปลูก  พืชผลที่จะตามมาต่อไปก็จะไม่มี

ฉันใดชีวิตของพวกเราก็เป็นเช่นนั้น เราเกิดมาเพื่อเสวยบุญกุศลที่ได้สะสมไว้ ทำให้มีอำนาจวาสนามากน้อยแตกต่างกันไป  ถ้าได้เคยสะสมบุญบารมีไว้มากในอดีต  ชาตินี้เกิดมาก็จะมีอำนาจวาสนามาก เช่น คนบางคนเกิดมาก็ได้เป็นกษัตริย์  เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นมหาเศรษฐี  บางคนก็ต้องมาเป็นคนขอทาน เป็นคนยากคนจน  บางคนก็อยู่กลางๆ  ไม่ร่ำไม่รวย ไม่มีอำนาจวาสนามาก  แต่ก็ไม่ถึงกับตกอับยากจน ต้องไปเป็นขอทาน นี่ก็เป็นเพราะแต่ละคนได้บำเพ็ญบุญบารมีมาไม่เท่าเทียมกันนั่นเอง ถ้าสะสมบุญบารมีมามาก อำนาจวาสนาที่จะตามมาก็จะมีมาก  ถ้าสะสมบำเพ็ญบุญบารมีน้อย อำนาจวาสนาที่จะตามมาก็จะมีน้อย  นี่เป็นอริยสัจ เป็นสัจธรรมความจริง ที่พระบรมศาสดา พระพุทธเจ้าของเราได้ทรงตรัสรู้ ได้เห็นมาด้วยญาณวิเศษ คือปัญญา ทำให้ทรงรู้ทรงเห็นถึงเหตุและผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสัตว์โลกทั้งหลาย  ที่เกิดขึ้นมาสูงๆต่ำๆ  ก็เพราะกรรมนี่เองที่เป็นเหตุ   กรรมก็คือการกระทำ  ถ้าทำกรรมดีก็เรียกว่าบุญบารมี  ถ้าทำกรรมชั่วก็เรียกว่าบาปกรรม  เมื่อทำไปแล้วผลที่จะตามมาก็ปรากฏดังที่เห็นกันอยู่ทุกๆวันนี้  ฐานะของแต่ละคนจึงมีความแตกต่างกัน เนื่องจากบุญกรรมที่สะสมกันมาในอดีต มีความไม่เท่าเทียมกัน 

ถ้าปรารถนาที่จะมีอำนาจวาสนา มีบุญ มีความสุขเยอะๆ  ก็ต้องหมั่นเพียรสะสมบุญบารมีอย่างต่อเนื่อง   ไม่ว่าจะเกิดมาในฐานะใดก็ตาม  จะยากจนหรือจะเป็นมหาเศรษฐี ก็ขอให้อย่ามีความประมาทในเรื่องบุญบารมี  บางคนต้องรอให้ยากจนก่อนถึงจะทำบุญ  เพราะคิดว่าเมื่อทำบุญแล้วจะได้ร่ำรวย  แต่คนที่ร่ำรวยแล้วก็ไม่อยากจะทำบุญ เพราะเสียดายเงินทองที่มีอยู่  เพราะไม่รู้ว่าการที่ตนเองได้เกิดมาร่ำรวย มีอำนาจวาสนา ก็เกิดจากการทำบุญกุศลนี้เอง  แต่ถ้าไม่ทำ ต่อไปในภายภาคหน้า ก็ต้องกลับมาเกิดเป็นคนยากจน เป็นคนขอทานอีก ถ้าไม่ประมาทในเรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องบารมี  พยายามสะสมอยู่อย่างต่อเนื่อง ทุกภพทุกชาติ  ไม่ว่าจะเกิดมาจนหรือรวยก็ตาม  ก็ขอให้บำเพ็ญสะสมบุญบารมีอย่างต่อเนื่อง ตามอย่างพระบรมศาสดา คือพระพุทธเจ้าของเรา ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นอะไรก็ตาม จะเป็นมหาเศรษฐี  เป็นกษัตริย์ เป็นคนธรรมดาสามัญ เป็นคนยากจน ในแต่ละภพในแต่ละชาติ จะทรงบำเพ็ญบุญบารมีอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้ภพชาติที่ตามมาดีขึ้นไปเรื่อยๆ  ดีขึ้นไปตามลำดับ  จนถึงภพชาติสุดท้าย ก็ได้เกิดเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์  และได้ออกบวช แล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็เนื่องมาจากการบำเพ็ญบุญบารมีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย  ไม่ว่าจะเกิดในชั้นใดก็ตาม  ก็จะไม่ประมาทในเรื่องการสะสมบุญบารมี 

พวกเราผู้อยากเจริญรุ่งเรืองกับอำนาจวาสนา  ก็ต้องไม่ประมาทในการสะสมบุญบารมี  ถึงแม้จะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ก็ไม่ควรประมาท  ไม่ต้องไปเสียดายทรัพย์สมบัติเงินทองที่มีอยู่  เพราะว่าทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นของไม่ถาวร  เป็นของคู่กับชีวิตนี้เท่านั้น  หลังจากที่ตายไปแล้ว  ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองทั้งหมดก็จากเราไป  ไม่เป็นของเราอีกต่อไป   ส่วนที่เป็นของเรา ที่จะติดตามดวงวิญญาณของเราไป ก็คือบุญบารมีนี่เอง ที่เราได้สะสมไว้  ถ้าได้สะสมบุญบารมีมาก ไปเกิดข้างหน้า ก็จะได้เสวยอำนาจวาสนามาก  เราจึงไม่ต้องไปเสียดายอำนาจวาสนาทรัพย์สมบัติเงินทอง ที่มีอยู่ในภพนี้ชาตินี้  ควรเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อภพหน้าชาติหน้าต่อไป  เหมือนกับชาวนา  ถ้าฉลาดเวลาเก็บเกี่ยวได้พืชผลมาก แทนที่จะเอาไปขาย ก็เอาไว้ทำเป็นเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด จะได้ปลูกข้าวเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยไร่ แทนที่จะเอาข้าวที่ได้เก็บเกี่ยวไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าวของเงินทอง  ก็เอามาเป็นเมล็ดพันธุ์ไว้สำหรับทำนาในปีต่อไป  ไร่นาที่เคยทำได้เพียงปีละ ๑๐ ไร่ ก็จะเพิ่มเป็นปีละ ๑๐๐ ไร่

เรื่องของบุญบารมีก็เป็นในลักษณะนี้  จึงอย่าไปเสียดายทรัพย์สินเงินทอง วาสนาบารมีที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้เลย  มีมากมีน้อย ก็ขอให้ทุ่มเทไปกับการสะสมบุญบารมี  แล้วจะไม่ผิดหวัง  ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง  ในแต่ละภพแต่ละชาติ ทรงมุ่งไปกับการสะสมบุญบารมีเพียงอย่างเดียว  ดังที่เราเคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้าสิบชาติ ซึ่งเป็นเรื่องของบารมีทั้ง ๑๐ ประการ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญ ได้ทรงสะสมมา ในแต่ละภพแต่ละชาตินั่นเอง  เราจึงควรมุ่งมั่นไปกับการสะสมบุญบารมี  อย่าไปเสียดายเวลา เสียดายเงินทอง การสะสมบุญบารมีแม้จะไม่เกิดผลทันทีทันใด  แต่เมื่อผลปรากฏขึ้นมาแล้ว จะมีมากเป็นหลายร้อยเท่าด้วยกัน  ดีกว่าจะมัวมารักษาอำนาจวาสนา ทรัพย์สมบัติเงินทองที่มีอยู่ในชาตินี้ หรือขยายอำนาจวาสนาเงินทองให้มีมากขึ้น เพราะจะใช้ได้เพียงในชาตินี้เท่านั้นเอง  แต่ถ้านำเอาอำนาจวาสนาเงินทองที่มีอยู่นี้ มาสะสมเป็นบุญบารมี เหมือนกับชาวนาที่ได้เก็บเกี่ยวเมล็ดพืชมามากน้อยเพียงไร ก็ไม่เอาไปใช้ แต่กลับเอามาทำเป็นเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อเพาะปลูกข้าวให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น 

นี่แหละคือวิถีทางของคนฉลาด  เป็นวิถีทางของพระพุทธเจ้า ทำให้พระพุทธเจ้าได้มาประสูติ ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  สิ้นสุดกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง  สิ้นสุดตัณหาความอยากที่มีอยู่ในใจ ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป  ไปถึงพระนิพพานซึ่งเปรียบเหมือนกับคลังสมบัติอันประเสริฐ มีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอำนาจวาสนา ไม่ว่าจะเป็นความสุขความเจริญ มีอยู่ในพระนิพพานครบบริบูรณ์  เมื่อได้ไปถึงจุดนั้นแล้ว ก็แสดงว่าได้ถึงจุดที่อิ่มตัวแล้ว  ได้ถึงจุดที่พอแล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องไปบำเพ็ญบุญบารมีอีกต่อไป  พวกเราจงอย่าได้ประมาทในเรื่องบุญบารมีเป็นอันขาด จงอย่าประมาทในเรื่องบาปกรรม  เพราะว่าทั้งบุญบารมีและบาปกรรมนี้ เป็นเหตุที่จะส่งให้เราไปสู่ที่ดีหรือไปสู่ที่ไม่ดี  บาปกรรมนี้เมื่อทำไปแล้ว จะทำให้เราต้องไปเกิดในอบาย  ไม่สามารถที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้  ต้องไปเป็นเดรัจฉาน เป็นสุนัข เป็นแมว เป็นนก เป็นกา เป็นต้น  หรือถ้าหนักกว่านั้นก็ต้องไปเป็นเปรต เป็นอสุรกาย  ไปเป็นสัตว์นรก  นี่ก็เกิดจากบาปกรรมที่กระทำกันไว้ คนฉลาดจึงไม่ทำบาปทำกรรมเป็นอันขาด  จะไม่รักษาอำนาจวาสนาด้วยการก่อกรรมทำเวรกับผู้อื่น  แต่จะรักษาอำนาจวาสนาด้วยการบำเพ็ญบุญบารมี  เพราะว่าเมื่อตายไปแล้ว อำนาจวาสนาก็จะกลับมาหาเราอีกอย่างแน่นอน   

ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำกัน ก็คือสะสมบุญบารมี  ซึ่งมีอยู่ ๑๐ ประการด้วยกัน  ได้แก่ ๑. ทาน คือการให้  . ศีล คือการรักษากายวาจาให้เป็นปกติไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น  . เนกขัมมะ คือการออกจากกามสุข ไม่แสวงหาความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ  เช่น การไปดูหนังดูละคร ร้องรำทำเพลง ไปกิน ไปดื่ม อย่างนี้เป็นต้น  เหล่านี้เรียกว่ากามสุข  ผู้ที่ฉลาดจะต้องละเว้น จะต้องมีเนกขัมมะ  เนกขัมมะแปลว่าการออกจากกามสุขนั่นเอง  . วิริยะ ความขยันหมั่นเพียร ที่จะทำแต่ความดี ละการกระทำบาปกรรมทั้งปวง   . ขันติ ความอดทน ต่อสู้กับความทุกข์ความยากลำบาก ไม่กลัวความยากความลำบากที่เกิดจากการกระทำความดี  . อธิษฐาน คือความตั้งใจ  คนเราจะทำอะไร ถ้าไม่มีความตั้งใจ จะทำไม่ได้  จะมัวปล่อยให้ทำตามอารมณ์นั้น ยากที่จะทำความดีกันได้  ถ้าปล่อยให้ทำตามอารมณ์ ปีหนึ่งก็อาจจะทำความดีไม่กี่ครั้ง  เช่น อาจจะทำในวันเกิดบ้าง  วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาบ้าง เช่น วันมาฆบูชา  วันวิสาขบูชา  หรือวันปีใหม่ อย่างนี้ก็จะทำบุญกันสักครั้งหนึ่ง  แต่ถ้ามีอธิษฐานคือความตั้งใจ ก็ต้องบอกเลยว่าจะทำบุญทุกๆวัน  จะมาวัดทุกๆวันพระ  อย่างนี้เรียกว่าเป็นความตั้งใจ ถ้ามีความตั้งใจไว้ ก็จะมีสิ่งที่คอยเตือนใจว่าต้องทำสิ่งเหล่านี้นะ เพราะได้ตั้งใจเอาไว้แล้ว  ไม่ได้มามัวรอให้เกิดอารมณ์อยากจะทำถึงค่อยทำ  นี่เรียกว่าอธิษฐาน 

. สัจจะ ความจริงใจ  หมายถึงว่า เมื่อได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำอะไร ก็ต้องไม่หลอกตัวเอง ตั้งไปเฉยๆ  แต่ไม่ได้ทำสักที  ตั้งใจว่าจะมาวัดทุกวันพระแต่ไม่ได้มาสักที  หรือมาก็แค่วันพระแรกๆ สองครั้ง สามครั้ง แล้วก็หายต๋อมไปเลย  อย่างนี้แสดงว่ามีอธิษฐานคือความตั้งใจ  แต่ไม่มีสัจจะความจริงใจ  ต้องมีความจริงใจด้วย  ถ้ามีสัจจะความจริงใจแล้ว  ลองได้ตั้งใจว่าจะทำอะไรแล้ว  หัวเด็ดตีนขาดจะต้องทำให้ได้  ยกเว้นว่าสุดวิสัยเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องนอนเตียงลุกขึ้นมาไม่ได้ อย่างนี้เป็นเรื่องสุดวิสัย ก็ไม่เป็นไร  ถ้ายังมาได้แต่หาข้อหลีกเลี่ยงวิธีต่างๆ เช่น วันนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ หรือเมื่อคืนนี้นอนไม่ค่อยหลับ อย่างนี้ไม่ได้  ถ้ายังมาได้ ต้องมาให้ได้  ถ้าลองได้ตั้งใจไว้ว่าจะทำอะไรแล้ว ขอให้ทำให้ได้  ถ้ามีสัจจะความจริงใจแล้วจะทำได้  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม คนเราจะสามารถทำได้ ถ้ามีสัจจะความจริงใจ  . เมตตา ความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่นนั่นเอง มีไมตรีจิตกับทุกๆคน  อย่าไปมองผู้อื่นว่าเป็นศัตรูกับเรา  ขอให้มองว่าทุกคนเป็นเหมือนพี่เหมือนน้องกัน เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย  แต่ละคนก็มีความทุกข์ ความลำบากพอสมควรในตัวของเขาแล้ว ไม่ต้องไปสร้างความทุกข์ให้กับเขาเพิ่มขึ้นไปอีก  ถึงแม้ว่าเขาจะโหดร้ายกับเรา ไม่ดีกับเรา เราต้องให้อภัยเขา  เพราะว่าถ้าไปมีความอาฆาตพยาบาทเคียดแค้นอยู่ในใจแล้ว  เรานั่นแหละที่จะต้องรับเคราะห์กรรม  คือความทุกข์จากความเคียดแค้น ซึ่งเป็นเหมือนไฟเผาหัวใจเรา 

คนฉลาดจึงไม่อาฆาตพยาบาทเคียดแค้นใคร  ถึงแม้เขาจะทำร้ายเราด้วยวิธีการอันใดก็ตาม  คนฉลาดอย่างพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายนั้น ท่านจะถือว่าเป็นการใช้หนี้ใช้กรรม  ในอดีตเคยไปก่อกรรมทำเข็ญกับผู้อื่นมา  ชาตินี้เขาตามมาเอาคืนไป  พระอรหันต์พระพุทธเจ้าจึงไม่ตอบโต้ด้วยวิธีการอันใดทั้งสิ้น  นอกจากใช้ความเมตตาเท่านั้น  ถึงแม้ชีวิตของท่านจะต้องถูกทำลายไป ท่านก็ไม่ปกป้อง เพราะท่านยอม  ท่านรู้ว่าเกิดมาแล้วก็ต้องตายเป็นเรื่องธรรมดา และเวรกรรมก็เป็นสิ่งที่หนีกันไม่พ้น  ถ้าหนีได้วันนี้ พรุ่งนี้ก็จะต้องตามมาอีก  แต่ถ้าได้ใช้เวรกรรมไปแล้ว มันก็หมดกัน  จะไม่ตามมาตอแยอีกต่อไป  เราจึงต้องมีความเมตตา มีขันติไว้อดทนต่อสู้กับเคราะห์กรรมทั้งหลาย ที่จะโหมกระหน่ำใส่เรา  ถ้ามีความเมตตา  มีขันติความอดทนแล้ว  จะสามารถฟันฝ่าเคราะห์กรรมทั้งหลายไปได้ด้วยดี  คือไม่ไปสร้างเวรสร้างกรรมขึ้นมาใหม่  ถ้าปกป้องชีวิตด้วยการเข่นฆ่าทำร้ายผู้ที่ทำร้ายเรา ก็เท่ากับสร้างบาปกรรมเพิ่มขึ้นมาใหม่  สร้างเวรกรรมเพิ่มขึ้นมาใหม่  มันก็ไม่จบสักที  เวรกรรมก็จะตามไปตามมากันอยู่อย่างนี้ ไม่รู้จักจบจักสิ้น   ถ้าต้องการให้เวรกรรมหมดสิ้นไป ก็ต้องใช้อโหสิกรรม  ต้องให้อภัย แล้วก็ไม่ตอบโต้ทั้งสิ้น ไม่ว่าด้วยวาจาหรือการกระทำทางกาย  ใครจะพูดใครจะด่า ใครจะกลั่นแกล้ง เบียดเบียน ด้วยวิธีการอย่างใดก็ตาม  ขอให้เจริญเมตตาไว้ ให้อภัย คิดถึงพระพุทธเจ้ากับพระอรหันตสาวกทั้งหลายเป็นตัวอย่าง 

๙. ปัญญา ความรู้ความฉลาด อย่างที่ท่านทั้งหลายได้มาได้ยินได้ฟังธรรมะในวันนี้ เป็นการสะสมปัญญาบารมีความรู้ความฉลาด ซึ่งเป็นเหมือนกับแสงสว่าง ทำให้รู้จักคิดจักอ่านว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรดีอะไรชั่ว เพราะเมื่อรู้แล้ว จะได้ทำแต่สิ่งที่ดี  เมื่อทำแต่สิ่งที่ดี ผลที่ดีก็จะตามมา  แต่ถ้าไม่มีปัญญา  จะไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว ก็จะทำแต่บาปแต่กรรมอย่างที่คนในโลกกระทำกัน เวลาใครมาสร้างความเดือดร้อน  ก็ต้องตอบโต้  เป็นการกระทำของคนที่ไม่มีปัญญา  คนฉลาด คนมีปัญญาต้องรู้ว่าการกระทำนั้น มีดีและมีชั่ว  ถึงจะมีคนมาทำมิดีมิร้ายกับเรา ก็ไม่ใช่เป็นเหตุผลให้ไปทำมิดีมิร้ายกับเขา อย่างนี้ไม่ใช่  ถึงแม้เขาจะร้ายกับเราเท่าไร ถ้าเราไม่ไปร้ายใส่เขา เราก็ยังดีอยู่  แต่ถ้าเขาร้ายกับเรา แล้วเราก็ไปร้ายกับเขา  เราก็ไม่ได้ดีกว่าเขาไปสักเท่าไร  เราก็ชั่วเราก็เลวเท่ากับเขานั่นแหละ  เพราะว่าความดีความชั่วนั้นไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่น  แต่อยู่ที่การกระทำของเรา  คนอื่นจะชั่วร้ายกับเราขนาดไหน  จะเบียดเบียน สร้างความทุกข์ให้กับเรามากน้อยขนาดไหน  ถ้าเรานิ่งเฉย ไม่ตอบโต้ เราก็ไม่ชั่วไปกับเขา  แต่ถ้าไปตอบโต้  ไปทำร้ายเขา เราก็ชั่วเท่ากับเขา 

๑๐. อุเบกขา  ทำใจให้ปล่อยวาง วางเฉย  การที่จะปล่อยวาง วางเฉยได้ ก็ต้องมีปัญญาอีกนั่นแหละ  ปัญญาที่เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน  ไม่ว่าจะทำกรรมอันใดไว้ จะต้องรับผลของกรรมนั้น  ใครทำกรรมชั่วไว้ ไม่ต้องไปทำโทษเขา   ถึงเวลาเขาก็ต้องรับเคราะห์กรรมของเขาไปเอง  ใครทำความดีไว้  ไม่ต้องไปสรรเสริญเยินยอ  ไม่ต้องไปให้รางวัล  เพราะว่าผลของการกระทำความดี มีอยู่ในตัวแล้ว  นี่แหละทำไมชาวพุทธ เวลาทำอะไรช่วยเหลือใครแล้ว มักจะไม่ต้องการผลตอบแทน  ไม่ต้องการแม้กระทั่งคำว่าขอบคุณ  เพราะว่าเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ใจมีความสุข มีความสงบ มีความเย็นนั่นเอง  ใจเป็นอุเบกขา  ไม่มีอะไรที่จะประเสริฐเท่ากับใจที่มีความสงบ เป็นอุเบกขา  เพราะนั่นแหละคือความสุขที่แท้จริงของใจ อยู่ที่ตรงนั้น  จะมีอุเบกขาได้ก็ต่อเมื่อได้บำเพ็ญบารมีทั้งหมดที่ได้แสดงไว้ 

จึงขอให้พวกเราทั้งหลายจงนำบารมีทั้ง ๑๐ นี้ มาบำเพ็ญสะสมอย่างต่อเนื่อง  แล้วอำนาจวาสนาต่างๆ ก็จะเป็นผลที่จะตามมาต่อไปในภายภาคหน้า  ไม่ต้องสงสัย เพราะนี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพิสูจน์มาแล้ว  ได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว  และได้รับผลมาแล้ว  ได้เป็นพระพุทธเจ้า ได้ถึงพระนิพพาน ก็เป็นเพราะว่าได้สะสมบุญบารมี  ได้ละเว้นจากการกระทำบาปกรรมความชั่วทั้งหลาย  ใครจะทำร้าย ก็ไม่ทรงตอบโต้  ทรงนิ่งเฉยด้วยอุเบกขาบารมี  ใช้ปัญญาปล่อยวาง  รู้ว่าใครทำความชั่วเดี๋ยวก็ต้องรับเคราะห์กรรมไปเอง  ไม่ต้องไปทำร้ายเขา ทำโทษเขา  ถ้าทำอย่างนี้ได้แล้ว  ชีวิตจะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่นดีงาม มีแต่ความสุขความเจริญ  แม้ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางอันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้บำเพ็ญไปถึงก็ตาม เราก็จะมีความสุขสมควรแก่ฐานะของเรา จะมีกำลังจิตกำลังใจ มีสติปัญญา มีศรัทธา มีฉันทะ วิริยะ ที่จะสะสมบุญบารมีไปอย่างต่อเนื่อง  เพราะเรารู้ เรามีความมั่นใจว่า ภพชาติของเราในภายภาคหน้า มีแต่จะดีขึ้นไป   ดีกว่ามัวแต่มาหลงเหลิงกับอำนาจวาสนา ใช้เงินใช้ทองสนองกิเลสตัณหา แล้วก็ไปก่อกรรมทำเข็ญเบียดเบียนผู้อื่น  ตายไปก็มีแต่จะไปสู่ที่ต่ำ 

นี่เป็นหลักธรรม เป็นความจริง  ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้และมาสอนธรรมะเหล่านี้ให้แก่สัตว์โลกหรือไม่ก็ตาม  ความจริงเหล่านี้ก็ยังมีปรากฏอยู่  ผู้หนึ่งผู้ใดทำกรรมอันใดไว้ ก็จะต้องรับผลของกรรมนั้นเสมอไป  ทำกรรมดีก็จะต้องมีแต่ความสุขความเจริญ  ไปเกิดก็มีแต่อำนาจวาสนา ถ้าทำกรรมชั่วก็จะต้องไปสู่ที่ต่ำ ไปเกิดในอบาย  ไปใช้กรรมในนรก  เป็นสิ่งที่พวกเราอาจจะมองไม่เห็นกัน  เพราะยังไม่มีปัญญา  ที่จะแยกแยะมองสิ่งที่ละเอียดไปกว่าสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ ที่เราพอเห็นได้ พอแยกแยะได้  เช่น แยกได้ว่าผู้หญิงผู้ชายเป็นอย่างไร  มนุษย์กับเดรัจฉานเป็นอย่างไร เราแยกแยะได้  แต่นรกสวรรค์ เป็นนามธรรม ต้องใช้ธรรมจักษุ ดวงตาแห่งธรรม ที่เกิดจากการฟังเทศน์ฟังธรรม และการปฏิบัติธรรม จึงจะเห็นได้ ดังที่ท่านทั้งหลายได้มากระทำกันในวันนี้ จึงขอให้ทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง จนบรรลุถึงธรรมอันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้บำเพ็ญถึง การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้