กัณฑ์ที่ ๒๒๕     ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘

ศึกษาปฏิบัติธรรม

ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่จะมาถึงนี้ เป็นเวลาที่พุทธศาสนิกชน จะให้ความสำคัญต่อการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ เพราะเป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะอยู่ประจำที่ตลอดเวลา ๓ เดือน ไม่จาริกไปไหน เป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้า ที่ทรงห้ามไม่ให้พระภิกษุเดินทางไปไหนมาไหนในช่วงเวลา ๓ เดือนนี้ ให้อยู่ประจำที่ เพื่อจะได้ศึกษาร่ำเรียนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ตลอดเวลา ๙ เดือนที่ผ่านมา ก็ได้จาริกไปตามสถานที่ต่างๆ ที่สงบที่สงัดที่วิเวก ตามป่าตามเขา เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม เจริญวิปัสสนา เจริญสมถภาวนา พอถึงเวลาเข้าพรรษาก็ให้อยู่กับที่ เพื่อจะได้ศึกษาร่ำเรียนกับครูบาอาจารย์

การดำเนิน การประพฤติ การปฏิบัติของพระพุทธศาสนา ที่จะนำไปสู่ความเจริญ ไปสู่ความสุข มีอยู่ ๓ ขั้นด้วยกันคือ  ๑. ปริยัติ ศึกษาร่ำเรียนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  เมื่อได้ศึกษาร่ำเรียนพระธรรมคำสอนแล้ว รู้แล้วว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำอะไร โดยสรุปก็คือ ให้ทำความดีทั้งหลายให้ถึงพร้อม ให้ละการกระทำบาปความชั่วทั้งหลายเสีย ให้ชำระจิตใจของตนเองให้สะอาดหมดจด ชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้หมดสิ้นจากจิตจากใจ เมื่อรู้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร ก็ดำเนินการขั้นต่อไปคือ  ๒. ปฏิบัติ นำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติกับกายวาจาใจของตน โดยแสวงหาที่สงบสงัดที่วิเวก เพื่อจะได้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพาดำเนินมา เมื่อได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นที่ ๓. ปฏิเวธ คือการบรรลุธรรม เป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์  หลังจากที่ได้บรรลุธรรมแล้ว ก็เป็นไปตามอัธยาศัยของแต่ละท่านว่า จะนำสิ่งที่ท่านได้รู้ได้เห็น  มาเผยแผ่สั่งสอนให้กับญาติโยมมากน้อยเพียงไร ก็เป็นไปตามอัธยาศัยของแต่ละท่านแต่ละองค์ บางองค์บางท่านก็ถนัดในการอบรมสั่งสอนเผยแผ่ สามารถอบรมสั่งสอนเผยแผ่ไปได้อย่างกว้างขวาง บางองค์บางท่านก็ไม่ค่อยถนัด ก็จะไม่ค่อยรู้กันว่า ท่านได้บรรลุธรรมแล้ว

นี่คือขั้นตอนการดำเนินของพระพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์ของผู้ปฏิบัติเอง เพื่อผู้ปฏิบัติจะได้บรรลุธรรมอันวิเศษ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบรรลุมา แล้วก็ยังได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น นำธรรมที่ตนเองได้บรรลุ ได้รู้ได้เห็นมาเผยแผ่ มาสั่งสอนอบรมผู้อื่นอีกต่อหนึ่ง ทำให้ผู้อื่นที่มีความลุ่มหลง มีความมืดบอด จะได้มีดวงตาสว่าง มีปัญญา จะได้ประพฤติตนให้อยู่ในทำนองคลองธรรมที่ดีงาม นำไปสู่ความสุขความเจริญ ตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าต่อไป เป็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติและกับผู้อื่น และกับพระศาสนาด้วย เพราะเป็นวิธีรักษาพระพุทธศาสนา ให้คงอยู่กับโลกไปอีกยาวนาน พระพุทธศาสนาจะอยู่ไปได้อีกนานเพียงไร ก็อยู่ที่พุทธศาสนิกชน จะสามารถสืบทอด ถ่ายทอดคำสอนของพระพุทธเจ้าได้หรือไม่ ถ้าไม่มีการศึกษา ไม่มีการปฏิบัติ ไม่มีการบรรลุธรรม การเผยแผ่ถ่ายทอดพระธรรมคำสอนอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ไปสู่ลูกหลานที่จะตามมาต่อไป ย่อมเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว เพราะเมื่อไม่รู้แล้วจะไปสอนผู้อื่นได้อย่างไร ต้องรู้เสียก่อนด้วยตนเอง เมื่อรู้แล้วถึงจะสามารถบอกผู้อื่นได้ว่าเป็นอย่างไร

เหมือนกับเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องไปหายามารักษาโรค ก็ลองรับประทานยานั้นยานี้ดู จนในที่สุดก็ได้ยาที่สามารถรักษาโรคที่เป็นอยู่ให้หายได้ เมื่อหายแล้ว ก็รู้ว่ายาชนิดนี้เป็นยาที่ถูกต้องกับโรคนี้ ก็สามารถบอกผู้อื่นได้อย่างมั่นใจ รู้ว่าไม่ผิดอย่างแน่นอน แต่ถ้ายังไม่ได้ทดลองยา แล้วไปบอกผู้อื่นว่า ยานี้รักษาโรคนี้ได้ ก็จะไม่มีความมั่นใจ เพราะไม่รู้ว่าจะรักษาได้จริงหรือไม่ เพราะยังไม่ได้ทดลอง พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เปรียบเหมือนกับยารักษาโรคจิตใจของสัตว์โลก โรคที่รุมเร้าจิตใจคืออะไร ก็คือความทุกข์ใจนั่นเอง ความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจ ความวุ่นวายใจ ความเดือดเนื้อร้อนใจต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นโรคของจิตใจทั้งสิ้น และสิ่งที่จะสามารถเยียวยารักษา ให้โรคจิตโรคใจนี้หายไปได้ ก็คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบเหมือนยา เรียกว่าธรรมโอสถ

ถ้านำธรรมโอสถนี้มารับประทาน มาปฏิบัติกับกาย วาจา ใจ ของตนแล้ว ก็จะสามารถทำลายเชื้อโรค ที่มีอยู่ในจิตใจที่เป็นตัวสร้างความทุกข์ สร้างความวุ่นวายใจให้หมดไปได้ แต่การที่จะเอาธรรมะมาเผยแผ่ให้กับผู้อื่นนั้น ผู้เผยแผ่ต้องเป็นผู้รู้จริงเห็นจริงเสียก่อน อย่างพระพุทธเจ้าของเรา ไม่เคยสั่งสอนใครเลยตลอดเวลา ๖ พรรษา ที่ทรงบำเพ็ญปฏิบัติเพื่อชำระจิตใจ รักษาจิตใจให้หายขาดจากความทุกข์ ความวุ่นวายใจ ความเศร้าโศกเสียใจ แต่หลังจากที่ได้รักษาจนโรคของความทุกข์ได้หายอย่างปลิดทิ้งแล้ว ไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว จึงได้นำเอาธรรมโอสถ ยาวิเศษนี้มาเผยแผ่ มาแจกจ่ายให้กับสัตว์โลกทั้งหลาย ผู้ที่ได้ยินได้ฟังแล้วเกิดศรัทธา มีความเชื่อว่าเป็นยาวิเศษจริง สามารถรักษาโรคใจได้อย่างแท้จริง ก็น้อมนำเอาไปประพฤติปฏิบัติกัน จนบรรลุธรรมขั้นต่างๆตามลำดับต่อไป

เมื่อได้บรรลุแล้วจึงนำเอาธรรมะที่ได้บรรลุ มาเผยแผ่ให้กับผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง จึงทำให้พระพุทธศาสนา มีอายุยืนยาวนานจนถึงทุกวันนี้ ก็ ๒๕๐๐ กว่าปีแล้ว แล้วก็จะมีอายุยืนยาวนานต่อไป ถ้ามีการศึกษาพระธรรมคำสอน มีการนำเอาไปปฏิบัติ มีการบรรลุธรรม มีการเผยแผ่ธรรมตามลำดับต่อไป ศาสนาก็จะอยู่คู่กับโลกนี้ไปตลอด มีศาสนาอยู่ที่ไหน ก็มีความร่มเย็นเป็นสุขอยู่ที่นั่น ศาสนาเปรียบเหมือนร่มโพธิ์ร่มไทรที่ให้ความร่มเย็น ศาสนาไม่ได้สอนให้ฆ่ากัน ไม่ได้สอนให้เบียดเบียนกัน แต่สอนให้รักกัน มีความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มีการให้อภัยต่อกันและกัน ไม่ให้เบียดเบียน ไม่ให้ทำร้ายกัน ที่ไหนมีศาสนา ที่นั่นก็จะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ที่ไหนไม่มีศาสนา ที่นั่นก็จะมีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความเดือดร้อน

จึงควรให้ความสำคัญต่อการดำเนิน ตามขั้นตอนของพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อได้ดำเนินตามแล้ว ก็จะได้รับประโยชน์กับตนเองในเบื้องต้น  มีความร่มเย็นเป็นสุข ต่อจากนั้นก็เอาไปแจกจ่ายให้กับผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง ทำให้ผู้อื่นมีความร่มเย็นเป็นสุขตามไปด้วย นี่คือการปฏิบัติของพุทธศาสนา ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเข้าพรรษา ชาวพุทธจะถือเป็นเวลาที่จะตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ให้เคร่งครัดยิ่งกว่าปกติ ผู้ใดมีเวลาว่างพอที่จะสละเวลา ๓ เดือนได้ ก็จะออกบวชกัน ออกบวชเป็นพระภิกษุบ้าง เป็นสามเณรบ้าง เป็นแม่ชีบ้าง เป็นอุบาสก อุบาสิกาบ้าง ใช้เวลาทั้ง ๓ เดือนนี้อยู่กับวัด เพื่อศึกษาพระธรรมคำสอน แล้วก็ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน เพราะเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะชำระความเศร้าโศกเสียใจ ความทุกข์ ความวุ่นวายใจให้หมดไปได้ เป็นวิธีเดียวที่จะพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นไปได้ เป็นกิจที่ต้องบำเพ็ญ ต้องปฏิบัติ

ไม่ได้เกิดจากความปรารถนาอย่างเดียว หรือจากการวิงวอนขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อย่างนี้เป็นไปไม่ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่สามารถทำให้เราเป็นผู้เจริญได้ ไม่สามารถมอบความสุขให้กับเราได้ สามารถทำได้อย่างเดียวก็คือ ชี้ทางให้เราเท่านั้น เช่นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้ชี้ทางสู่สวรรค์ สู่พระนิพพาน สู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไม่สามารถลากพวกเราไปสวรรค์ ไปนิพพานได้ เราต้องลากตัวเราเอง ด้วยความศรัทธาในเบื้องต้น เชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน แล้วก็ให้มีวิริยะ ความพากเพียร ที่จะน้อมเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติกับกาย วาจา ใจของตน ด้วยการทำความดี ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตนและผู้อื่น มีการทำบุญให้ทานเป็นต้น เมื่อทำแล้วก็จะมีแต่สิ่งที่ดีตามมา ผู้รับก็ได้รับสิ่งที่ขาดแคลน สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เขาได้รับประโยชน์ เขาก็มีความสุข ผู้ให้ก็ได้ประโยชน์ เพราะเมื่อให้แล้วก็จะมีความสุข มีความอิ่มเอิบใจเกิดขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเป็นการทำความดี จึงควรหมั่นทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอถ้ามีโอกาส เพราะการทำบุญทำทานเป็นการให้อาหาร ให้ความสุขกับจิตใจ จิตใจจะมีความอิ่มเอิบ จะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้ทำบุญทำทาน

จากนั้นก็ทรงสอนให้ละเว้นจากการกระทำบาปกรรมทั้งหลาย คือการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นและตนเอง ไม่ได้สร้างคุณ ไม่ได้สร้างประโยชน์ ให้กับผู้อื่นหรือตนเองเลย เช่นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การลักทรัพย์ การประพฤติผิดประเวณี การพูดปดมดเท็จ การเสพสุรายาเมา เป็นสิ่งที่เมื่อได้ประพฤติไปแล้ว ไม่ได้สร้างคุณสร้างประโยชน์ให้กับผู้กระทำเอง ไม่ได้สร้างคุณสร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่ถูกกระทำ แต่กลับสร้างความทุกข์ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้กระทำ และผู้ที่ถูกกระทำ จึงไม่ควรทำบาปทำกรรม ควรละเว้น

แล้วก็ทรงสอนให้ชำระจิตใจ ชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้ออกไปจากจิตจากใจ เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสิ่งที่สร้างความทุกข์ให้กับตนเองและผู้อื่น เวลามีความโลภก็อยู่ไม่เป็นสุข ต้องดิ้นรนขวนขวายหาสิ่งที่ตนเองต้องการมา ในขณะที่ขวนขวายก็จะต้องมีเรื่องมีราวกับผู้อื่น มีการแก่งแย่งชิงดีกัน มีการทะเลาะวิวาทกัน มีการโกรธกัน มีการอาฆาตพยาบาทกัน  มีการทำร้ายร่างกาย ทำร้ายชีวิตของกันและกัน ด้วยเหตุนี้ความโลภจึงเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นพิษเป็นภัย ทั้งกับผู้ที่โลภเอง และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย เวลาเกิดความโลภใจจะร้อนเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา อยู่ไม่เป็นสุข ต้องไปทำในสิ่งที่ความโลภสั่งให้ไปทำ เช่นเดียวกับความโกรธ เมื่อเกิดความโกรธแล้ว ใจก็รุ่มร้อนเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ปกติเวลาไม่โกรธใจจะเย็น ใจจะสบาย แต่พอเกิดความโกรธขึ้นมาแล้ว ใจจะมีแต่ความรุ่มร้อน แทนที่จะระงับดับความโกรธ กลับระบายความโกรธด้วยการกระทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม เช่นไปพูดจาด่าว่าผู้อื่น ไปทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีการต่างๆ ด้วยเหตุนี้ความโกรธจึงเป็นสิ่งที่ไม่ดี จึงทรงสอนให้ละเสีย

ความโลภและความโกรธเกิดมาจากอะไร พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่ามาจากความหลง คือความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นสิ่งที่ไม่ดีว่าเป็นสิ่งที่ดี เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ทำให้คนเราต้องไปกระทำในสิ่งที่ไม่ดี สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่น เช่นอบายมุขทั้งหลาย ทรงสอนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นเหมือนกองฟืนกองไฟ ถ้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุขแล้ว ก็เท่ากับเผาตัวเอง นอกจากนั้นแล้วยังนำเอาไปเผาผู้อื่นอีกต่อหนึ่งด้วย สร้างความเดือดร้อน สร้างความสูญเสียให้กับตนเอง และกับผู้อื่น เวลาเสพสุรายาเมาเข้าไป ก็เกิดอาการมึนเมา แล้วก็ออกอาละวาด ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น จนในที่สุดตัวเองก็จะต้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ เข้าไปสงบสติอารมณ์ในคุกในตะราง ไม่มีผลดีเกิดขึ้นจากการเสพสุรายาเมาเลย เช่นเดียวกับการเล่นการพนัน ก็ไม่ใช่วิธีหาเงิน ไม่ทำให้ร่ำรวย มีแต่จะขาดทุน มีแต่จะหมดเนื้อหมดตัว

โบราณท่านสอนไว้ว่า เวลาขโมยขึ้นบ้านอย่างมากก็ขโมยได้แต่ข้าวของในบ้านเท่านั้น แต่บ้านกับที่ดินเอาไปไม่ได้ เวลาไฟไหม้ อย่างมากก็ไหม้ได้แต่บ้านกับข้าวของเท่านั้น แต่ไม่สามารถไหม้ที่ดินได้ แต่การพนันสามารถเอาไปได้หมดเลย ทั้งข้าวของ ทั้งบ้าน ทั้งที่ดิน เพราะเวลาเสียพนันแล้ว ก็อยากจะได้คืน เมื่ออยากจะได้คืนก็ต้องหาเงินมาเล่นอีก มีข้าวของในบ้านมากน้อยเท่าไหร่ ก็ขนไปขาย ขนไปจำนำ เอาไปเล่น เมื่อเล่นได้ก็ดีอกดีใจ ก็อยากจะได้เพิ่มขึ้นไปอีก ก็เล่นอีก เล่นไปเล่นมาเดี๋ยวก็เสียอีก เมื่อหมดอีกก็ต้องมาขายบ้านเพื่อเอามาเล่นต่อ เล่นจนหมดแล้ว ก็ต้องเอาที่ดินไปขายอีก ขายหมดแล้วทีนี้ไม่รู้ว่าจะขายอะไร ก็ขายตัวเอง ด้วยการกู้หนี้ยืมสิน เมื่อไม่มีปัญญาใช้หนี้ ก็ต้องถูกฆ่าตายในที่สุด นี่คือเรื่องราวที่เกิดจากการเล่นการพนัน

ทำไมคนเราจึงเห็นการพนัน ว่าเป็นวิธีที่จะนำความร่ำรวยมาให้กับตนเอง ก็เพราะความหลงนี้เอง เมื่อหลงแล้วก็เกิดความโลภ เกิดความอยากได้เงินได้ทองแบบง่ายๆ ไม่ต้องไปทำงานทำการให้เหนื่อยยาก แต่ไม่รู้หรอกว่า ทุกๆคนที่ไปเล่นการพนันก็คิดแบบเดียวกันทั้งสิ้น ทุกๆคนก็คิดว่าน่าจะได้กัน แต่ในที่สุดก็เสียกันหมด คนที่ได้ก็คือเจ้าของสถานที่ที่คอยเก็บค่าเช่าค่าบริการ แต่คนเล่นกลับหมดเนื้อหมดตัวกันไปหมด นี่แหละคือความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นทุกข์ว่าเป็นสุข จึงวิ่งเข้าหาความทุกข์ วิ่งเข้าหาความวุ่นวายใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ใช้ปัญญา เวลาจะทำอะไร ต้องการอะไร ต้องพิจารณาให้ดีว่าเป็นไปตามที่คิดหรือไม่ เป็นสุขจริงหรือไม่ เจริญรุ่งเรืองจริงหรือไม่ ถ้าไม่รู้ก็ให้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงรู้มาก่อน จึงทรงสั่งสอนไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับพวกอบายมุขทั้งหลาย ได้แก่การเสพสุรายาเมา เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน คบคนชั่วเป็นมิตร และความเกียจคร้าน เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งความเสื่อม ความหายนะอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น

ถ้าไม่ต้องการที่จะพบกับความเสื่อมความหายนะ พบกับความทุกข์ ก็ต้องพยายามหักห้ามจิตใจ เวลามีความอยากไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขทั้งหลาย ต้องหักห้ามจิตใจไว้ ให้เชื่อพระพุทธเจ้าไว้ เชื่อแล้วจะปลอดภัย  จะมีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญ ถ้าอยากจะมีเงินมีทอง ก็ให้ขยันทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดออม ได้มามากน้อยเพียงไรต้องสามารถเก็บไว้ได้ ต้องสามารถหาได้มากกว่าที่ใช้ไป ถ้าใช้ไปมากกว่าหามาได้ อีกร้อยชาติ พันชาติก็ไม่มีทางที่จะร่ำรวยได้ แต่ถ้าหามาได้มากกว่าใช้ไป เพียงไม่กี่ปีก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้ อยู่ที่การหาการใช้นี้แหละ หาให้มากกว่าที่ใช้ไป หามาได้เท่าไหร่ต้องสามารถเก็บไว้ได้ อย่าหามาได้เท่าไหร่ก็ใช้ไปหมด ทำมาหากินมากี่ปีกี่ชาติก็จะไม่ร่ำรวยกับเขา เพราะไม่รู้จักหาไม่รู้จักเก็บนั่นเอง ถ้ารู้จักหารู้จักเก็บรู้จักใช้แล้ว ก็จะมีความมั่นคงในเรื่องเงินทอง จะเป็นคนดีมีฐานะ ที่จะสร้างบุญสร้างกุศลให้สูงขึ้นไปได้อีก เพราะเมื่อมีเงินเหลือใช้ ก็สามารถนำเงินไปทำบุญทำทานได้ เมื่อทำแล้วก็จะทำให้ภพชาติข้างหน้าดีขึ้น ได้ไปเกิดบนกองเงินกองทอง มีเงินทองที่จะเอาไปทำบุญทำทานได้อีกเรื่อยๆ

เหมือนกับพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงบำเพ็ญมาในแต่ละภพแต่ละชาติ ได้เกิดเป็นเศรษฐี เป็นกษัตริย์ ก็มีแต่ทำบุญให้ทานอยู่เสมอๆ จึงทำให้เกิดบนกองเงินกองทองมาตลอด จนทำให้ได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ก็เกิดจากการบำเพ็ญทานบารมี ในเบื้องต้นนี้เอง เมื่อได้บำเพ็ญทานบารมีแล้ว  ก็ทรงบำเพ็ญศีลบารมีต่อไป แล้วก็ปัญญาบารมี จนได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เป็นประโยชน์อันสูงสุดที่มนุษย์จะสามารถไขว่คว้าได้ ถ้ามีปัญญา มีความเห็นชอบ รู้ว่าอะไรเป็นเป็นคุณ เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ถ้าไม่รู้ ก็จะไขว่คว้าแต่โทษกับทุกข์ไปตลอด พวกเรายังไม่รู้กันว่า มรรคผลนิพพานนี่แหละ คือสิ่งที่เลิศที่วิเศษที่สุด แต่กลับไปเห็นพวกลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ว่าเป็นสิ่งที่เลิศ เป็นสิ่งที่วิเศษ

แต่ในสายตาของพระพุทธเจ้านั้น ทรงเห็นว่าเป็นเหมือนเศษขยะ  ไม่มีคุณ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่จะสร้างความทุกข์ สร้างความวุ่นวายใจให้ไม่รู้จักจบจักสิ้น จึงได้ทรงสละลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่ทรงมีอยู่ไปหมด แล้วออกแสวงหาความหลุดพ้นจากความทุกข์ ด้วยการบำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา จนได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ได้สมบัติอันเลิศอันประเสริฐ คือมรรค ผล นิพพาน หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ที่เกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ต้องเผชิญอีกต่อไป เพราะได้บรรลุถึงธรรมขั้นสูงสุด คือพระนิพพานแล้ว มีความสุขสมบูรณ์อย่างเต็มที่เรียกว่า ปรมังสุขัง  แล้วจึงนำเอาพระธรรมที่วิเศษนี้มาเผยแผ่ให้กับพวกเรา เพื่อพวกเราจะได้หลุดพ้นตามไปด้วย  การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้