กัณฑ์ที่ ๒๗๗       ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๙

 

คนดีกับคนเก่ง

       

 

 

การมาวัด มาทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ลดละอบายมุขต่างๆ เช่นสุรายาเมา  เล่นการพนัน  เที่ยวกลางคืน เป็นการบำเพ็ญบุญกุศล  เพื่อให้เกิดคุณงามความดี  ทำให้เราเป็นคนดี ที่มีคุณค่ามากกว่าคนเก่ง  คนเก่งแม้จะสามารถหาเงินหาทองได้มาก มีชื่อมีเสียงมาก แต่ถ้าไม่ดีแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร  เพราะคนเก่งถ้าไม่ดีก็จะเอาความเก่งไปข่มเหงรังแกผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยอำนาจของความโลภความอยาก เพราะโดยธรรมชาติคนเราทุกคนอยากเด่นอยากดังอยากเก่งด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเก่งแล้วก็อยากจะรักษาความเก่งความเด่นความดังของตนไว้ ไม่ต้องการให้ใครมาล้ำหน้าตน  มีวิธีใดที่จะกำจัดคู่แข่งได้ ก็จะพยายามกำจัดทุกวิถีทาง เพื่อจะรักษาความเด่นความดังของตนไว้ แต่ถ้าเป็นคนดีแล้วจะไม่กังวลกับเรื่องความเด่นความดัง จะมุ่งไปที่ความสงบร่มเย็นเป็นสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ของทุกๆคนที่อยู่ในสังคม ไม่คิดเอาแต่ตนเป็นที่ตั้ง เพราะอยู่ในโลกที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน  เราอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องอยู่กับผู้อื่น ต้องพึ่งพาอาศัยกัน   เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า จะขาดกันไม่ได้ ถ้าเราอยู่ด้วยความสุขด้วยความมั่งมี แต่คนรอบข้างอยู่ด้วยความยากลำบาก ก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะจะต่อสู้กันระหว่างคนที่มีกับคนที่ไม่มี  ถ้าเป็นคนดีเวลาร่ำรวยจะคิดถึงผู้ที่เดือดร้อนลำบากยากเย็น ปรารถนาที่จะช่วยเหลือให้ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากได้อยู่เป็นสุข ตามแต่ฐานะที่จะมีได้   เราจึงควรให้ความสำคัญกับความดีมากกว่าความเก่ง  

 

คนเก่งถ้ามีความดีควบคู่ไปด้วยก็จะดีมาก เพราะจะทำประโยชน์ได้มาก   ถ้าเก่งแต่ไม่มีความดี ก็จะถูกใช้ไปทำลายผู้อื่น สร้างปัญหา สร้างเรื่องราวต่างๆ  ได้มากมายก่ายกอง  ถ้าเป็นคนดีแต่ไม่เก่งอย่างน้อยก็จะไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นและตนเอง เพราะความดีเป็นเหตุนำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้ตนเองและผู้อื่น คนดีมีลักษณะอย่างไร   มีความเมตตากรุณาไมตรีจิต ต่อเพื่อนสัตว์เพื่อนมนุษย์ร่วมโลก มีความปรารถนาดี ที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข   ตนเองปรารถนาอะไรก็คิดว่าผู้อื่นมีความปรารถนาเหมือนกัน ปรารถนาความสุขก็คิดว่าผู้อื่นก็ปรารถนาความสุขเหมือนกัน  เวลาจะทำอะไรก็จะระมัดระวังไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนกับผู้อื่น  เพราะคนเรามีความจำเป็นที่จะต้องดูแลรักษาชีวิตร่างกายของตน  ต้องทำมาหากิน หารายได้เพื่อปัจจัยทั้ง ๔ ที่สำคัญต่อการดำรงชีพ  แต่ไม่จำเป็นต้องไปเบียดเบียนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ทุกคนสามารถหากันได้ด้วยความสุจริตถูกต้องดีงาม ถึงแม้จะแข่งขันกัน ก็แข่งกันในกรอบของกฎและกติกา เช่นนักกีฬาที่แท้จริงที่แข่งอยู่ในกรอบของกฎกติกา ไม่ละเมิดกฎกติกาเหมือนนักกีฬาบางคน ที่ใช้ยาเสริมบำรุงกำลัง ที่กฎกติกาห้ามไว้  ถ้าทำอย่างนี้ก็แสดงว่าเป็นคนไม่ดี  ถึงแม้จะได้เหรียญทองมา ก็ไม่ได้มาด้วยวิธีที่ถูกต้อง ไม่สุจริต ไม่ภาคภูมิใจ ไม่สุขใจ สู้คนที่แข่งอยู่ในกฎกติกาไม่ได้ แม้จะแพ้ก็มีความสุขใจ   เพราะมีน้ำใจของนักกีฬา รู้ว่าการแข่งขันย่อมมีแพ้มีชนะเป็นธรรมดา แต่ถ้าอยู่ในกรอบของกฎกติกาแล้ว ถือว่าชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้  แต่ถ้าผู้ชนะไม่อยู่ในกรอบกติกา  ผู้ชนะนั่นแหละคือผู้แพ้ แพ้ภัยตนเอง  คือความทุจริต ความไม่ซื่อสัตย์  เป็นคนไม่มีศีลไม่มีสัตย์ ไม่มีสุจริต แต่คนที่แพ้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นผู้ชนะด้วยความดี

 

เราจึงอย่าดูที่การแพ้ชนะ ความร่ำรวยมีชื่อเสียง มีคนสรรเสริญเป็นหลัก ให้ดูที่ความดีเป็นหลัก ให้ดูว่าทำในสิ่งที่ดีที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าทำแม้จะไม่ร่ำรวย ไม่มีตำแหน่งสูงๆ ไม่มีใครยกย่องสรรเสริญเยินยอ ก็ไม่เป็นไร เพราะจะมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่มีความดี  แม้จะมีเงินทองมาก มีตำแหน่งสูง มีคนยกย่อง แต่จะไม่มีความภูมิใจอิ่มเอิบใจ  เพราะความดีเท่านั้นที่จะทำให้มีได้  ถึงแม้ว่าผู้อื่นจะไม่รู้ว่าเราได้ทำความดีเป็นคนดี  ไม่มีใครยกย่องสรรเสริญ แต่เราจะมีความสุขความภูมิใจ เพราะรู้ว่าเราเป็นอย่างไร ส่วนคนไม่ดีนั้น ถึงแม้จะมีคนยกย่องสรรเสริญเยินยอ ให้รางวัลมากน้อยเพียงไร  แต่ตัวเขาเองจะรู้อยู่ในใจว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้อื่นยกย่องเลย จะมีความสุขใจความภูมิใจได้อย่างไร จึงควรให้ความสำคัญต่อการสร้างความดีให้เป็นคนดีเป็นหลัก  ให้ถือความเก่งเป็นเรื่องรองลงมา ทำไปตามกำลังความสามารถเท่าที่จะทำได้ จะเก่งหรือไม่เก่งไม่สำคัญเท่าไร เพราะใจไม่ได้อาศัยความเก่งให้สุขให้เจริญ แต่อาศัยความดี เช่นบุญกุศล ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นเหตุพัฒนาจิตใจขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงจุดสูงสุด ดังที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้พัฒนากัน  อาศัยความเก่งเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ความดีต่างๆให้กับผู้อื่น  ถ้ามีทั้งความดีและความเก่งก็จะสามารถเผยแผ่ได้มาก  ถ้ามีแต่ความดีไม่มีความเก่ง ก็จะไม่สามารถเผยแผ่ได้มาก  เหมือนพระพุทธเจ้าที่มีทั้งความดีและความเก่ง  สามารถเผยแผ่อบรมสั่งสอนสัตว์โลกได้เป็นจำนวนมาก   

 

ส่วนพระอรหันตสาวกก็มีความเก่งต่างกัน แต่มีความดีเท่ากัน ความดีหมายถึงเป็นผู้สิ้นกิเลส ไม่โลภไม่โกรธไม่หลง  ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต มีความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  มีความอดทนอดกลั้น นี้คือคุณสมบัติของคนดี ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกมีเหมือนๆกัน แต่ความเก่งความสามารถมีแตกต่างกัน จึงเผยแผ่ได้ไม่เท่ากัน  ในสมัยนี้จึงมีพระเกจิอาจารย์ที่มีความสามารถแตกต่างกัน ในการปลูกฝังศรัทธาความเชื่อให้กับผู้อื่น  บางท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก บางท่านก็มีจำนวนน้อย เป็นเพราะมีความเก่ง ความสามารถไม่เท่ากัน  แต่ความดีมีเท่ากันถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว มีความดีเท่ากันหมด ความดีนี้แหละที่ทำให้จิตใจของท่านมีความสุข ไม่มีความทุกข์ ไม่ใช่ความเก่ง เพราะไม่สามารถทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้  ต้องความดีเท่านั้นถึงจะทำได้  ความเก่งทำให้หลุดพ้นจากความยากจนได้  สามารถหาเงินหาทองมาได้เป็นจำนวนมาก  มีอาหาร มีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค  มีเสื้อผ้าอาภรณ์อันประณีตได้  เรื่องของร่างกาย เรื่องปัจจัย ๔ ไม่เดือดร้อน เพราะความเก่งความสามารถ  แต่ใจเป็นอย่างไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าหามาด้วยความไม่ถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ใจจะไม่มีความสงบ ไม่ร่มเย็นเป็นสุข ไม่อิ่มเอิบใจ  ไม่ภูมิใจ มีแต่ความกังวลถ้าไปทำผิด  กลัวผู้อื่นรู้ว่าหาเงินหาทองมาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดีงาม  ไม่อยู่ในกรอบของกฎกติกา  ไม่อยู่ในกรอบของศีลธรรมของกฎหมาย

 

จึงอย่าไปหลงประเด็น อย่าไปคิดว่าการมีเงินทอง  มีตำแหน่งสูงๆ เป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องหามาทุกวิถีทาง อย่างนี้เป็นความหลง จะไม่พาไปสู่ความสุขและความเจริญ  แต่จะพาไปสู่ความทุกข์ความเสื่อมเสีย ถ้าหามาด้วยวิธีที่ถูกต้องทั้งทางกฎหมายและศีลธรรม จะมีแต่ความสุขมีแต่ความเจริญ ชีวิตเราเป็นอย่างนี้ เราจึงควรทำความเข้าใจว่าหน้าที่ของเราที่แท้จริงนั้น คือการสร้างความดี ไม่แข่งขันต่อสู้กับผู้อื่น เพื่อให้เด่นให้ดัง แต่ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีที่มีอยู่ในใจ ซึ่งมีอยู่  ๒ ฝ่ายด้วยกัน ที่ต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา คือผู้ดีกับผู้ร้าย     ผู้ดีก็คือ คิดดี  พูดดี ทำดี    ผู้ร้ายก็คือ  คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี  เช่นความโกรธ  เป็นผู้ร้าย เวลาโกรธแล้วจะคิดไม่ดี  เวลาโกรธใครก็จะเกลียด  จะสาปแช่ง  ด่าว่าภายในใจ ถ้าไม่ระมัดระวังไม่มีสติยับยั้ง  ก็จะด่าว่าด้วยวาจา ถ้ายังไม่มีสติยับยั้งอีก ก็จะไปทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีการต่างๆ เช่นเดียวกับความโลภ ก็เป็นผู้ร้ายเหมือนกัน เพราะเมื่ออยากจะได้อะไรมากๆ ก็จะไม่คำนึงถึงความถูกต้องดีงาม ขอให้ได้ในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น  จะไปทำผิดศีลผิดธรรม ทำผิดกฎหมายก็ทำ  ดังเป็นข่าวที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ทุกๆวัน ก็เป็นเพราะไม่สามารถต่อสู้กับผู้ร้ายที่อยู่ในจิตใจของตนได้  ปล่อยให้ฉุดกระชากลากพา ให้ไปพูดไปทำ ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่ดีงามนั่นเอง  พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ต่อสู้กับตัวเราเป็นหลัก อย่าไปต่อสู้กับคนอื่น สู้กับคนอื่นเป็นร้อยเป็นแสนเป็นล้าน  ชนะเป็นร้อยเป็นแสนเป็นล้านก็สู้ชนะตัวเราเองไม่ได้  ถ้าเราชนะก็ไปสร้างความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทให้กับผู้แพ้ ถ้าเราแพ้เราก็จะอาฆาตพยาบาทโกรธแค้นผู้ชนะ ถ้าชนะตัวเราได้  ชนะความโลภ ความโกรธ ความหลงได้  ใจเราจะสงบร่มเย็นเป็นสุข 

 

ทุกวันนี้ที่จิตใจเราวุ่นวายกันก็เพราะความหลงนี้เอง   หลงกับเรื่องราวต่างๆ  ว่าวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ จะนำความสุขความเจริญมาให้   เช่นเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์  ตำแหน่งต่างๆ ความสรรเสริญเยินยอ ความสุขที่ได้จากการไปเที่ยว ไปกิน ไปดื่ม ไปทำอะไรต่างๆ ทางศาสนาว่าเป็นความหลงทั้งสิ้น ถ้าจิตใจมีความปรารถนา อยากจะได้ลาภยศสรรเสริญสุข ก็แสดงว่ากำลังหลงอยู่ กำลังไปผิดทาง ไม่ได้ไปสู่ความสุขและความเจริญ  แต่จะไปสู่ความทุกข์และความหายนะต่อไป   เราจึงต้องต่อสู้ไม่ให้ไปแสวงหาสิ่งเหล่านี้ ต้องแสวงหาความดีงาม  ความซื่อสัตย์สุจริต  ควรแสวงหากันให้มากๆ  มีมากเท่าไรจิตใจก็จะเจริญมากขึ้นเท่านั้น   เราจึงต้องต่อสู้กับความโลภ   กับความโกรธ  กับความหลง  ถ้าเราชนะเราจะมีความสุข เช่นพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ท่านไม่ได้ต่อสู้กับใคร ท่านต่อสู้กับตัวของท่านเอง  ท่านชนะตัวของท่านเอง แล้วท่านก็ได้ผลอันเลิศอันวิเศษจากการต่อสู้นี้ คือ ได้พบกับความสงบสุขที่แท้จริง ความสงบสุขที่ถาวร ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป ไม่ต้องไปทุกข์กับการแก่ การเจ็บ การตาย การพลัดพรากจากกัน  นี้แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลาย  ที่เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ก็เพราะเราแสวงหาความสุขแบบนี้กัน ไม่รู้ว่ากำลังถูกความหลงหลอก ให้ไปหาความสุขที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราแสวงหามันไม่เที่ยงแท้แน่นอน ได้มาแล้วก็ต้องหมดไป เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม 

 

เวลาที่ได้มาใหม่ๆ ก็จะมีความสุขสักระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็จืดจางหายไป ในที่สุดความทุกข์ก็จะมาแทนที่ จะเป็นเรื่องเงินทองก็ดี  เรื่องตำแหน่งฐานะต่างๆก็ดี  เรื่องการสรรเสริญก็ดี เรื่องความสุขที่ได้จากการเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะก็ดี  ล้วนจะต้องหมดไปตามสภาพ มีการเจริญย่อมมีการเสื่อมเป็นธรรมดา เป็นของคู่กัน  เวลาเสื่อมนั้นแหละจะทุกข์ทรมานจิตใจมาก ขณะที่ยังไม่เสื่อมก็สร้างความทุกข์  ความกังวลใจอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเสื่อม เมื่อไรจะเกิดขึ้น ก็คอยห่วงคอยกังวลอยู่ตลอดเวลา  เป็นสิ่งที่เราไม่ควรไปเกี่ยวข้องด้วย อย่าไปปรารถนา  อย่าไปอยากได้มาครอบครอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าเราทำความดี มีความรู้ความสามารถ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องมาเป็นธรรมดา เราทำงานทำการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องร่ำรวยขึ้นมา มีเงินมีทอง  มีตำแหน่ง  มีคนยกย่องสรรเสริญเยินยอ มีความสามารถหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะต่างๆได้ เราต้องไม่ไปหลงยึดติดกับมัน ไม่ไปอาศัยมันให้ความสุขกับเรา ถ้าใครจะให้ตำแหน่งให้อะไรมา ก็รับไว้ไม่ให้เสียมารยาท แต่ไม่ไปยึดติดว่าเป็นของเรา จะไปเมื่อไรก็พร้อมที่จะให้ไปได้ทันที  เงินทองก็เช่นเดียวกัน จะไม่เอาเงินทองมาซื้อความสุข แต่เอามาดูแลรักษาอัตภาพร่างกาย ให้อยู่ได้ไม่เดือดร้อน จะได้ไม่มีความกังวลกับเรื่องเงินทอง จะหมดไปมากน้อยเพียงไรก็จะไม่เดือดร้อน

 

แต่ถ้ายึดติดกับเงินทอง ยึดติดกับตำแหน่ง ก็จะเป็นปัญหา ถ้าหลงใช้เงินใช้ทองอย่างฟุ่มเฟือย เพราะมีความสุข หารู้ไม่ว่ายิ่งใช้ไปมากเท่าไร ก็จะติดเป็นนิสัยไม่ดีไป เวลาไม่มีเงินทองก็จะเดือดร้อน  ทั้งๆที่เงินทองที่จะดูแลร่างกายก็มีอยู่พอเพียง  แต่ไม่มีเงินทองที่จะใช้แบบฟุ่มเฟือย ก็จะไม่มีความสุข เคยกิน เคยเที่ยว เคยเล่นอยู่ตลอดเวลา พอไม่ได้กิน ไม่ได้เที่ยว ไม่ได้เล่น  ก็จะไม่มีความสุข มีแต่ความหงุดหงิดใจ มีแต่ความทุกข์ใจ ต่างกับคนที่ไม่ได้ใช้เงินทองแบบสุรุ่ยสุร่ายแบบฟุ่มเฟือย ใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็น เช่นซื้ออาหารมารับประทาน ดูแลรักษาเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย   มีเสื้อผ้าไว้ใส่พอเพียง  มีบ้านอยู่ อย่างนี้ก็จะไม่เดือดร้อน  ถ้าไม่มีเงินออกไปเที่ยวก็อยู่บ้านได้ ไม่มีเงินซื้อข้าวซื้อของที่ไม่จำเป็นก็อยู่บ้านเฉยๆได้ ไม่เดือดร้อนอะไร  นี้คือสิ่งที่เราจะต้องต่อสู้  คือ ความโลภ   ความโกรธ  ความหลงนั่นเอง  ถ้าชนะมันได้หรืออย่างน้อยก็ให้อยู่ในกรอบของความพอดี เราก็จะไม่วุ่นวายเหมือนกับคนที่ไม่มีความพอดี  ปล่อยให้ไหลไปตามกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะต้องไปมีปัญหา มีเรื่องมีราวอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้าชนะความโลภ ความโกรธ ความหลงได้แล้ว รับรองได้ว่าจะไม่มีอะไรที่จะวิเศษเท่า เพราะจิตใจจะสงบร่มเย็นเป็นสุขไปตลอด จะยากดีมีจนอย่างไรก็จะไม่เดือดร้อน ถ้าจะตายใจก็ไม่มีความทุกข์กับความตาย ความเป็นความตายจะไม่กระทบกับจิตใจ ที่ไม่มีความโลภ ความโกรธ  ความหลง  จะทุกข์ยากลำบากขนาดไหน ก็จะไม่กระทบกับจิตใจ ที่ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะไม่ได้ยินดียินร้ายกับอะไรแล้ว  ใจสามารถรับกับทุกสภาพได้ ไม่ว่าจะรวยจะจน จะเป็นจะตาย เพราะใจไม่ได้เป็นไปกับสภาพต่างๆนั่นเอง 

 

สภาพต่างๆก็เป็นไปตามเรื่องของเขา เหมือนกับตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้นมามีแสงสว่าง ใจก็ไม่ได้ไปมีอะไรกับแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นมา  เวลาเย็นพระอาทิตย์ตกลับฟ้าไปไม่มีแสงสว่าง  ใจก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับความมืดที่ตามมา ใจเป็นอย่างนี้  ถ้ารู้จักกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้ว ใจจะไม่เดือดร้อนกับสภาพต่างๆ ของผู้อื่นหรือของตัวเรา  เช่นร่างกายของเรา จะไม่ส่งผลอะไรให้กับใจ  นี้คือเป้าหมายของชีวิตของเราที่เราควรไปให้ถึง เพราะไม่มีอะไรที่จะเลิศที่จะวิเศษ เท่ากับการได้ไปถึงจุดนี้ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้ดำเนินไปถึง เป็นจุดที่จะให้เราพบกับความสุขที่แท้จริง  เป็นความสุขที่ไม่มีความทุกข์เจือปนอยู่เลย เป็นความสุขที่ถาวรตลอดอนันตกาล นี้คือสิ่งที่เราสามารถมอบให้กับตัวเราได้  ถ้าเรารู้แล้วเราเข้าใจ แล้ว เราก็นำเอาไปปฏิบัติ ต่อสู้กับความหลงที่พยายามฉุดลาก ให้เราไปหาลาภยศสรรเสริญสุขกัน ดึงใจเราเข้าหาธรรมะกัน หาความดีงาม  ความเมตตากรุณา หาความซื่อสัตย์สุจริต ความสงบที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม   นั่งสมาธิ  เจริญปัญญา พยายามดึงใจให้มาทางนี้ให้ได้  ถ้าดึงมาได้แล้วจะได้พบกับสิ่งที่ดีที่งาม  แต่ถ้าไม่สามารถดึงมาได้  ใจก็จะต้องไประหกระเหิน  ไปเผชิญกับความทุกข์ ความวุ่นวายกับปัญหาต่างๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น การกระทำเหล่านี้เป็นหน้าที่ของเรา ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า  อัตตา หิ อัตโน นาโถ   ตนเป็นที่พึ่งของตน   หมายความว่า งานนี้เป็นงานของเรา ผู้อื่นทำแทนเราไม่ได้  พ่อแม่ทำแทนเราไม่ได้  ครูบาอาจารย์ทำแทนเราไม่ได้   ท่านมีแต่หน้าที่สอนเรา บอกเราให้ทำความดี ให้ละความชั่ว ให้กำจัดความโลภ  ความโกรธ  ความหลงให้หมดไปจากจิตจากใจ แต่ท่านทำให้เราไม่ได้ ถ้าทำให้เราได้ป่านนี้พวกเราก็สบายกันไปหมดแล้ว เพราะจะมีใครมีความสามารถเท่ากับพระพุทธเจ้าได้    สิ่งที่ทรงสามารถทำให้กับพวกเราได้ก็คือ  ให้แสงสว่างชี้ทางเท่านั้นเอง 

 

เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่มีความรักความปรารถนาดี  มีความเมตตาต่อลูกๆ ก็ชี้ทางสอนลูกอยู่ตลอดเวลา ให้ทำความดี ให้ละบาป  ให้ต่อสู้กับความโลภ ความโกรธ  ความหลง อยู่ที่ตัวเราว่าจะนำเอาไปปฏิบัติได้หรือไม่  ถ้านำไปปฏิบัติได้เราก็จะสบายแต่ ถ้าเอาไปปฏิบัติไม่ได้ เราก็จะต้องแบกความทุกข์ แบกปัญหา แบกความวุ่นวายต่อไป อยู่ที่ตัวเราเท่านั้นไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่น   ถ้าเราเห็นว่าอยู่ที่ตัวเรา   เราก็ต้องสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น อย่าเป็นคนอ่อนแอ  อย่ากลัวความทุกข์ยากลำบาก  อย่ากลัวการต่อสู้กับความโลภ  ความโกรธ  ความหลง ถึงแม้จะทุกข์จะยากจะลำบากอย่างไร ก็ขอให้คิดว่าเป็นเหมือนกับการผ่าตัด เรามีโรคร้ายแรงอยู่ในร่างกาย การที่จะหายจากโรคได้ต้องให้หมอผ่าตัด  ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะต้องตาย เราไม่มีทางเลือก ถ้าผ่าถึงแม้จะเจ็บบ้าง แต่เมื่อแผลหายแล้วโรคหายแล้วเราก็จะสบาย  ฉันใดการต่อสู้กับความโลภ ความโกรธ  ความหลงก็เป็นเหมือนกับการผ่าตัด  เพราะทุกข์ทรมานใจมาก ทุกครั้งที่อยากจะกินอะไรแต่รู้ว่าไม่จำเป็น เราก็ต้องต่อสู้กับมัน เช่นอยากจะดื่มสุราอย่างนี้ เรารู้ว่ามันไม่มีความจำเป็นกับร่างกาย มีแต่โทษ  แต่เราติดมันเสียแล้ว เวลาได้ดื่มก็มีความสุข ถ้าไม่ได้ดื่มก็ทรมานใจ ยอมทรมานใจไปสักระยะหนึ่งดีกว่า เพราะเมื่อเราสามารถยับยั้งไม่ดื่มสุราได้แล้ว  ความทุกข์ทรมานใจก็จะหายไปหมด หายไปพร้อมกับความอยากดื่มสุรา  เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ  อยากจะซื้อของฟุ่มเฟือย อยากจะไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน  เวลาอยากจะไปแล้วมันแสนทรมานใจถ้าไม่ได้ไป แต่ถ้าฝืนต่อสู้ไปจนความอยากหายหมดแล้ว ก็จะไม่วุ่นวายใจอีกต่อไป

 

การแก้ปัญหาใจเป็นอย่างนี้  ต้องทุกข์ต้องเจ็บเป็นธรรมดา แต่เมื่อผ่านไปแล้ว จะสบายไปตลอด  เมื่อไม่ดื่มสุราแล้ว ก็ไม่ต้องไปซื้อสุรามาดื่ม  เมื่อไม่ออกไปเที่ยว ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ก็ไม่ต้องออกไปหาเงินมาเที่ยวมาซื้อของฟุ่มเฟือย เพียงแต่เวลาที่ต่อสู้จะลำบากหน่อยเท่านั้นเอง แต่ไม่สุดวิสัยและไม่นาน  ไม่ช้าก็เร็ว  ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการต่อสู้ก็จะหมดไป ถ้าความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ถูกทำลายจนหมดสิ้นไปแล้ว  เราจะอยู่อย่างสุขอย่างสบาย  ไม่ต้องมีเงินทอง แต่มีความสุขมากกว่ามหาเศรษฐี  เป็นสิ่งที่รับรองได้ พระพุทธเจ้า  พระอรหันตสาวกได้รับรองมาแล้ว เป็นความจริง  จึงขอให้มีความเชื่อมั่นในการทำความดี  ในการต่อสู้กับความเลวร้ายทั้งหลาย ที่มีอยู่ในจิตในใจของเรา   คือความโลภ ความโกรธ  ความหลง  ขอให้เชื่อว่าเราสามารถเอาชนะมันได้  ถ้ามีความตั้งใจ มีความอดทน  สักวันหนึ่งเราจะต้องเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน   จึงขอฝากเรื่องการสร้างความดีต่อสู้กับความชั่วนี้ ให้นำเอาไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อประโยชน์สุขที่จะตามมาต่อไป  การแสดงก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้