กัณฑ์ที่ ๒๘๕       ๑๓ มกราคม ๒๕๕๐

 

สวยกาย สวยใจ

 

 

วันนี้ท่านทั้งหลายได้มาประกอบคุณงามความดี เสริมสร้างความสวยงามให้กับตนเอง  ด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีล  ฟังเทศน์ฟังธรรม  ปฏิบัติธรรม เพราะความสวยงามของคนเราที่แท้จริงต้องสวยด้วยคุณธรรม สวยภายในใจ ไม่ได้สวยที่กาย  แต่สวยด้วยความเมตตากรุณา  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดไม่โกง ไม่โกหกหลอกลวง ระหว่างคนที่สวยกายแต่ใจไม่สวย กับคนที่สวยใจแต่กายไม่สวยนั้น จะเลือกใคร คนที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามแต่เป็นคนใจร้าย ไม่มีความเมตตากรุณา เป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ชอบโกหกหลอกลวง ชอบลักเล็กขโมยน้อย กับคนที่รูปไม่สวยแต่งามทางจิตใจ มีความโอบอ้อมอารี  เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่  เสียสละ ซื่อตรง ไม่คดไม่โกง เราจะเลือกใคร  ส่วนใหญ่แล้วเราไม่รู้กัน เราจึงเลือกคนที่มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม แต่พออยู่ด้วยกันไปสักระยะหนึ่งแล้ว ก็ต้องหย่าร้างกันไป เพราะใจไม่สวยงาม  กายจะสวยงามขนาดไหนก็ตาม แม้จะเป็นนางงามจักรวาล ก็จะไม่ชนะใจคนได้ ต้องสวยงามทางด้านจิตใจ ที่จะเอาชนะใจผู้อื่นได้ จึงอย่าไปหลงประเด็น อย่าไปเห็นความสวยงามของกายสำคัญกว่าความสวยงามทางจิตใจ เพราะความสวยกายเป็นสิ่งที่ไม่จีรังถาวร จะต้องเสื่อมไปเรื่อยๆ ตามวัย ตามเวลา  แต่ความสวยงามทางจิตใจนั้น ไม่เสื่อมไปกับกาลกับเวลา มีแต่เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าได้รักษาเสริมสร้างอยู่เรื่อยๆ ด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีล  ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ความสวยงามทางจิตใจ ก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงความสวยงามขั้นสูงสุด คือความสวยงามของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ที่พวกเรากราบไหว้บูชาเลื่อมใสศรัทธา ทั้งๆที่ไม่เคยพบเคยเห็นเลย เพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์คุณงามความดี ความเมตตากรุณาที่มีต่อสัตว์โลก ด้วยพระปัญญาความเฉลียวฉลาด ที่พาสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด โดยไม่คิดเงินคิดทอง ไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนเลยแม้แต่บาทเดียว 

 

ความสวยงามของมนุษย์เราอยู่ที่จิตใจ  อยู่ที่การเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว  อยู่ที่ความโอบอ้อมอารี ไม่โหดร้ายทารุณ จึงควรเสริมความงามทางด้านจิตใจกัน ให้มากกว่าการเสริมความงามทางกาย  ร่างกายก็ดูแลพอไม่ให้ดูไม่ได้ หวีเผ้าหวีผม ล้างหน้าล้างตาให้สะอาด แต่ไม่จำเป็นต้องย้อมผม แต่งผม แต่งหน้าทาปาก ใส่น้ำหอม เพื่อกลบความไม่สวยงามของกาย    ที่คนไม่ฉลาดจะมองไม่เห็น แต่คนฉลาดจะรู้ว่าร่างกายมีแต่สิ่งปฎิกูลไหลออกมาตลอดเวลา  มีเหงื่อไคล มีกลิ่นเหม็น   มีอวัยวะน้อยใหญ่ที่ไม่สวยงามซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนัง คนไม่ฉลาดจะมองไม่เห็น ก็จะหลงติดอยู่กับความสวยงามของร่างกาย ต้องมาเสียใจภายหลัง  เมื่อร่างกายแตกสลายดับลงไป เป็นเพราะไม่รู้จักดูคนนั่นเอง ดูไม่เป็น  ถ้าดูเป็นต้องดูที่พฤติกรรม ดูการกระทำของคน  ไม่ดูที่รูปร่างหน้าตา เพราะไม่ได้เป็นตัวที่จะสร้างความดีงาม หรือความเสื่อมเสีย อยู่ที่การกระทำทางกายวาจาใจ จึงควรให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างความสวยงามของจิตใจ ด้วยการเจริญเมตตาเสมอ มีไมตรีจิตต่อเพื่อนสัตว์เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ก็มีจิตใจเหมือนกัน มีความปรารถนาความสุขเหมือนกัน  ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ ก็ต้องการสิ่งเดียวกัน ถ้าให้ความสุขกับผู้อื่น ก็เท่ากับให้ความสุขกับเรา เพราะเมื่อได้ทำความดี ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เราก็จะมีความสุข   นี่คือการดำเนินชีวิตที่จะนำไปสู่ความสวยงามยิ่งๆขึ้นไป นำไปสู่ความสุขทางด้านจิตใจ

 

คนดีมักจะไม่มีสมบัติข้าวของเงินทองมากนัก เช่นพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ไม่มีสมบัติภายนอกเลย นอกจากสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ  คือจีวร ๓ ผืน บาตร ๑ ใบ   ใบมีดโกน ๑ เล่มไว้สำหรับปลงผม เข็มกับด้ายไว้สำหรับปะเย็บจีวร  ปะคดเอวไว้สำหรับรัดผ้าสบง ที่กรองน้ำ มีอยู่เท่านี้เอง ก็พอเพียงต่อการดำรงชีพแล้ว แต่ใจของท่านไม่มีความหิว ความอยาก กระหายกับอะไรเลย  เพราะใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ความอิ่มความพอ  ส่วนพวกเราแม้จะมีสมบัติข้าวของเงินทองมากน้อยเพียงไร ใจก็ยังมีความหิว ความอยาก ความต้องการอยู่ เพราะใจไม่ได้รับการดูแล ดูแลแต่กิเลสตัณหา  กิเลสตัณหาจึงเจริญเติบโตขึ้นไปใหญ่  ยิ่งทำตามความโลภ ความอยากมากเท่าไร กิเลสตัณหาก็จะมีกำลังมากขึ้นไปเท่านั้น ทำให้มีความอยาก ความโลภ ความโกรธมากขึ้น ความทุกข์ก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ แม้จะมีสมบัติเงินทองเป็นหมื่นล้านแสนล้าน แต่จิตใจหาความสุขไม่ได้  มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความหิวกระหายต่ออำนาจ ต่อเงินทอง ไม่รู้จักจบจักสิ้นเป็นเพราะความหลงนั้นเอง เห็นผิดเป็นชอบ เห็นการสะสมเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์อำนาจวาสนา ความสรรเสริญเยินยอ ความสุขจากการเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ว่าเป็นความสุข แต่หารู้ไม่ว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น มีแต่จะนำมาซึ่งความวุ่นวายใจ เพราะเป็นยาเสพติด   ที่เรารู้กันดีว่าเป็นอย่างไร มีโทษมากขนาดไหน แต่ก็ยังเสพกันอยู่ ยังติดกันอยู่เพราะไม่รู้นั่นเอง  คิดว่าเสพเข้าไปแล้วจะมีความสุข แต่ไม่รู้ว่าเวลาที่ไม่มีเสพจะต้องทุรนทุราย ทรมานจิตใจเป็นอย่างมาก ถ้าไม่ได้เสพไปนานๆ ก็อาจจะถึงแก่ความตายก็ได้ ถ้าจิตใจไม่เข้มแข้งพอที่จะต่อสู้กับความอยากเสพ

 

ฉันใดการอยากเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็เป็นแบบเดียวกัน การอยากจะมีอำนาจวาสนา มีเงินมีทอง มีตำแหน่งสูงๆ ก็เป็นแบบเดียวกัน   เวลาได้มาก็ดีอกดีใจ  แต่สักระยะหนึ่งก็อยากจะได้เพิ่มขึ้นอีก ก็ต้องดิ้นรนแสวงหาอีก หาไปเรื่อยๆตามขั้นตอน ได้คืบก็อยากจะได้ศอก  ได้ศอกก็อยากจะได้วา จะอยากอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น แล้วจะไปหาความสุขได้ที่ไหน ท่ามกลางกองสมบัติกองเท่าภูเขา แต่จิตใจกลับรุ่มร้อน  สู้คนที่ไม่มีสมบัติข้าวของเงินทองไม่ได้  เช่นพระพุทธเจ้าของเรา  พระอรหันตสาวกของเรา ใครจะมีความสุขมากกว่าท่าน ไม่มีในโลกนี้ รับรองได้ เพราะจิตของท่านไม่มีความทุกข์เหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยนิด  เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยปรมังสุขัง คือบรมสุข     ความสุขสุดยอด ที่มนุษย์จะสามารถหยิบยื่นให้กับตนได้ พระพุทธเจ้าได้หยิบยื่นแล้ว พระอรหันตสาวกก็ได้หยิบยื่นแล้ว  ถ้าเป็นรางวัลทางกีฬาก็เป็นเหรียญทอง ไม่มีอะไรจะสูงกว่าเหรียญทอง เวลาแข่งกีฬาทุกคนก็มุ่งไปที่เหรียญทอง  ฉันใดความสุขที่เลิศที่ประเสริฐที่สุด ที่ไม่มีความทุกข์เจือปนอยู่เลย ก็มีอยู่ในพระพุทธศาสนา  เกิดจากการกระทำความดี สร้างความสวยงามให้กับจิตใจ เป็นรางวัลของผู้ที่ทำดี คิดดี พูดดี เป็นสิ่งที่เราควรแสวงหากัน อย่าไปหลงแสวงหาสิ่งที่ไร้สาระ ไม่มีคุณประโยชน์กับจิตใจแต่อย่างใด มีแต่สร้างความทุกข์สร้างความวุ่นวายใจไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนอยู่ภายใต้กฎของอนิจจังทุกขังอนัตตาทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป ถ้าไปยึดไปติดก็จะต้องทุกข์ใจ เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงไป

 

เช่นเวลาสูญเสียสิ่งที่เรารักเราชอบไป เราก็จะเสียอกเสียใจ เพราะไปยึดไปติดกับสิ่งที่ไม่จีรังถาวร ที่ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของเรา ที่จะควบคุมบังคับให้เป็นไปตามความต้องการของเราได้ ไม่สามารถรักษาให้เป็นเหมือนเดิมเหมือนกับวันแรกที่ได้มา  สิ่งต่างๆที่ได้มาจะค่อยๆเสื่อมไป จากของใหม่ก็จะกลายเป็นของเก่า  จากของเก่าก็จะกลายเป็นของชำรุด และเป็นของพังของเสียไปในที่สุด เป็นธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุข้าวของต่างๆ หรือบุคคลต่างๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน ได้ใครมาเป็นคู่ครองไม่นานก็แก่  พอได้ลูกมาไม่นานลูกก็แก่ ต้องตายจากกันไป  เป็นเรื่องปกติของโลก  ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ได้รู้เห็นอย่างชัดเจน  จนไม่ปรารถนาที่อยากจะอาศัยสิ่งเหล่านี้ให้ความสุขกับตน จึงได้สละสมบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเงินทอง  ยศถาบรรดาศักดิ์ ถ้ามีครอบครัวก็สละไป แล้วก็ไปอยู่อย่างสงบในป่าในเขา หาความสุขที่เกิดจากการทำความดี รักษาศีล ทำจิตให้สงบ ให้เกิดปัญญา เพื่อกำจัดความหลงที่จะคอยหลอกล่อจิตใจ ให้ไปแสวงหาสิ่งต่างๆ  ที่เป็นทุกข์  ที่ไม่จีรังถาวร  ถ้าไม่ได้บำเพ็ญแล้ว ต่อให้ได้ยินได้ฟังมากน้อยเพียงไร ก็จะไม่สามารถหักห้ามจิตใจได้ เวลาอยากจะไปเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จะไม่มีกำลังที่จะต่อสู้กับความอยากได้ เวลาอยากจะได้เงินได้ทอง ก็จะไม่มีกำลังที่จะต่อสู้ เวลาอยากจะมียศมีตำแหน่ง มีอำนาจวาสนา ก็จะไม่มีกำลังที่จะต่อสู้ได้  มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ได้ ก็คือการปฏิบัติธรรม ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ ให้เสียสละให้ลดให้ละ ให้บริจาคสิ่งของต่างๆ ที่เหลือกินเหลือใช้ อย่าไปหวง อย่าไปเก็บไว้ เพราะจะเป็นภาระทางด้านจิตใจ จะสร้างความทุกข์ให้กับจิตใจ จะไม่ทำให้จิตใจก้าวหน้าขึ้นไปได้

 

จะติดอยู่กับการดูแลรักษาทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง เวลาจะไปวัดปฏิบัติธรรมก็ไปไม่ได้ กลัวข้าวของเงินทองจะหาย จะไม่มีเวลาดูแลรักษาหรือทำให้มีมากขึ้น  เพราะเงินทองที่มีอยู่ก็ขึ้นๆลงๆ  ตามเหตุการณ์ต่างๆ ถ้าไม่คอยติดตามเวลาเกิดอะไรขึ้นมา ก็อาจจะแก้ไขไม่ทัน เช่นมีหุ้นอยู่มากๆ ถ้าเกิดหุ้นตกทันทีทันใด ถ้าไปอยู่วัดพอกลับมาหุ้นที่เคยมีราคา ๑๐๐ บาท ก็เหลือเพียง ๑๐ บาท  ก็จะลมจับเอา แต่ถ้าอยู่ใกล้ๆกับตลาดหุ้น คอยติดตามอยู่เรื่อยๆ พอหุ้นเริ่มลงก็ยังขายได้เพื่อรักษาผลประโยชน์ไว้ นี่คือภาระทางด้านจิตใจ  ทำให้ผู้ที่มีทรัพย์สมบัติเงินทองมากๆ ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ธรรมะขั้นสูงได้ คือการปฏิบัติจิตตภาวนา ทำจิตใจให้สงบ จำเป็นจะต้องอยู่ปราศจากสิ่งภายนอก  ต้องไม่รับรู้เรื่องราวข่าวสารต่างๆเลย เพราะถ้าไปรับรู้แล้ว แม้จะอยู่ในป่าไกลจากบ้านเมืองก็ตาม พอได้ข่าวไม่ดีขึ้นมาจิตใจก็ว้าวุ่นขุ่นมัวฟุ้งซ่าน ไม่สงบ จะทนอยู่ไม่ได้  ถ้าต้องการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ให้เจริญขึ้น ให้มีความร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้น ก็ต้องตัดเรื่องสมบัติข้าวของภายนอก เก็บไว้เท่าที่จำเป็น ไว้ดูแลอัตภาพร่างกาย ไม่ให้เดือดร้อนเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย มีเท่านี้ก็พอแล้ว จะได้มีเวลาบำเพ็ญ สร้างความสงบ  สร้างปัญญาให้เกิดขึ้น เพื่อจะได้ต่อต้านความหลง ที่จะคอยหลอกคอยล่อให้ไปแสวงหาสิ่งต่างๆภายนอก เพราะจะรู้ทัน ว่าการแสวงหาสิ่งต่างๆ ภายนอกเป็นเหมือนแกว่งเท้าไปหาเสี้ยนหาหนาม มีแต่ความเจ็บปวดตามมา ไม่ว่าอะไรก็ตาม สิ่งต่างๆในโลกนี้  ถ้าได้มาเป็นสมบัติแล้ว รับรองได้ว่าจะต้องทุกข์กับมันอย่างแน่นอน

 

ได้สามีก็จะต้องทุกข์กับสามี ได้ภรรยาก็ต้องทุกข์กับภรรยา ได้ลูกก็ต้องทุกข์กับลูก ได้สมบัติข้าวของเงินทอง ก็ต้องทุกข์กับสมบัติข้าวของเงินทอง ไหนจะต้องดูแลไหนจะต้องรักษา ไหนจะต้องกังวล ไหนจะต้องเสียอกเสียใจเมื่อต้องจากกันไป เป็นความทุกข์ทั้งสิ้น แต่คนที่ไม่มีอะไรเลยแสนจะสุขแสนจะสบาย เพราะไม่ต้องดูแลรักษา ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องหวง ไม่ต้องห่วง  ไม่ต้องเสียอกเสียใจ เพราะไม่มีอะไรจะต้องเสียนั่นเองมีแต่ตัวเปล่าๆ แม้แต่ตัวเปล่าๆเองก็ไม่ยึดไม่ติด ถ้ามีปัญญาจะเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงดินน้ำลมไฟเท่านั้น มาจากดินน้ำลมไฟ ผ่านทางอาหารที่รับประทานเข้าไป เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายแตกดับไป ก็กลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟไป ฝังไว้ในดินต่อไปก็จะกลายเป็นดินไปหมด เพราะเป็นดินนั่นเอง  แต่ความหลงจะทำให้เห็นว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นของเรา  พออะไรเกิดขึ้นมากับร่างกาย ก็เกิดความทุกข์ ความวุ่นวายใจ ไม่รู้จักจบจักสิ้น  นี้แลคือปัญหาของพวกเรา คือความหลง เห็นผิดเป็นชอบ  เห็นสิ่งที่ไม่จีรังถาวรว่าจีรังถาวร  เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข  เห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าเป็นเราเป็นของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วก็จะเดินผิดทาง จะไปแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่ไม่จีรังถาวร  เช่นเงินทอง บุคคลต่างๆ เมื่อได้มาแล้วพอเปลี่ยนแปลงไปสูญเสียไป ก็สร้างความทุกข์ใจ เสียอกเสียใจตามมาเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ถาวร ที่เป็นสุขอย่างแท้จริง ที่เป็นสมบัติที่แท้จริง อยู่ตรงไหน ถ้าได้ยินได้ฟังธรรมก็จะรู้ว่าอยู่ภายในใจ แต่ใจไม่ได้รับการดูแลการชำระจึงไม่ปรากฏขึ้นมาใหัเชยชม 

 

ใจของเราตอนนี้เหมือนบ้านที่สกปรกไม่น่าอยู่ ถ้าปัดกวาดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก็จะน่าอยู่  ใจของเราตอนนี้สกปรกรกรุงรังด้วยกิเลสตัณหา  ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทุกวันนี้ที่เราทุกข์กัน ก็ทุกข์เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง สิ่งต่างๆภายนอกไม่ได้สร้างความทุกข์ให้กับเรา เขาก็เป็นของเขาอยู่อย่างนั้นมาตั้งนมนานแล้ว แต่ใจที่มีกิเลสไปหลงไปยึดไปติด จึงทำให้วุ่นวายใจ ถ้าไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้ว ไม่ว่าจะอยู่กับอะไร ก็จะไม่มีความทุกข์ เพราะไม่ยึดติด ไม่หลงไม่อยากได้ ไม่ต้องการให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามความต้องการ  เช่นเวลาหนาวก็อยากจะให้ร้อน  เวลาร้อนก็อยากจะให้เย็น  นี่คือความอยากที่มีอยู่ในใจของเรา ไม่ว่าจะมีมากน้อยเพียงไร ก็จะไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ จึงต้องแสวงหาสิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ  ได้มามากน้อยเพียงไร ไม่นานก็เบื่อ แล้วก็อยากจะได้สิ่งใหม่ๆอีกเรื่อยๆ ธรรมชาติของกิเลสตัณหาเป็นอย่างนี้ เวลาแสวงหาแล้วไม่ได้ มีคนขัดขวาง มีคนแย่งไปก่อน ก็จะเกิดความโกรธอาฆาตพยาบาทขึ้นมา  ถ้าหักห้ามจิตใจไม่ได้ ก็จะนำไปสู่การก่อเวรก่อกรรม สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น เพราะความโกรธที่มีอยู่ในจิตในใจ แต่ถ้าได้ศึกษาได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จะรู้ว่าความสุขที่แท้จริง  สิ่งที่จีรังถาวรที่แท้จริง  สิ่งที่ไม่ตายนั้นมีอยู่ สิ่งนั้นก็คือใจ ถ้าได้รับการชำระกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงให้หมดไป ด้วยการกระทำความดีต่างๆ เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว เมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ซื่อสัตย์สุจริต ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ เมื่อนั้นเราจะพบกับความสุขที่ถาวร จะพบกับความอิ่มความพอ จะรู้ว่าจิตไม่ตาย จะมีความสุขไปตลอด ไม่ต้องอาศัย สิ่งอื่นใดมาให้ความสุข เพราะไม่มีอะไรจะให้ความสุขกับใจได้ 

 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ใจไปแสวงหา ไปยึดไปติด ไปอาศัยให้นำความสุขมาให้นั้น ล้วนมีความทุกข์แถมมาด้วยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม พอได้มาแล้วความสุขที่ได้มาก็จะจืดจางหายไป จะเหลือแต่ความขมขื่นเหลือแต่ความทุกข์ เป็นเหมือนกับยาขมเคลือบน้ำตาล  เราจึงต้องหันเข้ามาข้างใน เข้ามาชำระใจให้สะอาดหมดจด มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น สวยงามขึ้น ไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก ที่มีแต่จะเสื่อมลงไป เลวลงไปเรื่อยๆ ไม่มีดีขึ้น  สังขารร่างกายจะแก่ลงไปเรื่อยๆ ผิวหนังก็จะเหี่ยวจะย่น  ผมก็จะขาว จะล่วงไปเรื่อยๆ  จนไม่มีผมหลงเหลืออยู่เลย  นี้คือธรรมชาติของร่างกาย ความสวยงามทางกายเป็นอย่างนี้ อย่าไปหลงไปยึดไปติดกับความสวยงามทางร่างกาย อย่าไปเสียเวลาดูแลรักษาร่างกายเกินความจำเป็น ร่างกายต้องการเพียงอาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่มเพื่อปกปิดอวัยวะ เพื่อรักษาป้องกันไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วยเท่านั้นเอง นอกเหนือไปจากนั้นแล้วไม่มีความจำเป็น ไม่ต้องซื้อเครื่องสำอาง น้ำหอม ของฟุ่มเฟือยต่างๆ มาเสริมความงาม เสริมอย่างไรก็สู้ความจริงไม่ได้ สู้กาลเวลาไม่ได้ เพราะกาลเวลาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง  ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎของกาลเวลา เวลาแก่แล้ว  ต่อให้มีเครื่องสำอางราคาแพงขนาดไหน น้ำหอมจะหอมขนาดไหน จะแต่งอย่างไรก็ดูไม่สวย เหมือนแต่งหน้าทาปากให้กับลิง ลิงมันสวยที่ตรงไหน  จึงอย่าไปสนใจกับความสวยงามของร่างกายเลย ดูแลรักษาไม่ให้สกปรก ให้เรียบร้อยก็พอ หันมาทุ่มเทเวลาให้กับการเสริมสร้างความสวยงามทางด้านจิตใจจะดีกว่า

 

อย่างที่ท่านทั้งหลายได้มากระทำกันในวันนี้  เป็นการเสริมสร้างความสวยงามทางด้านจิตใจ เสียสละเวลาอันมีค่า เสียสละเงินทอง แทนที่จะไปเที่ยว ไปซื้อของฟุ่มเฟือย ก็เอาเงินมาซื้อของถวายพระ  เสียสละเวลา แทนที่จะนอนตื่นสายวันเสาร์วันอาทิตย์ ก็ตื่นมาแต่เช้ามืด เป็นการเสียสละ ที่ทำให้จิตใจดีขึ้นสูงขึ้น มีความสุขมากขึ้น จึงควรทำให้มากยิ่งๆขึ้นไป อย่าคิดเอาแต่ได้ คิดเพื่อตัวเรา ควรคิดถึงผู้อื่นด้วย เพราะการกระทำอะไรให้กับตัวเรา จะไม่ได้ความสุขเหมือนกับการกระทำให้กับผู้อื่น  เวลาทำให้กับตัวเราจะรู้สึกเฉยๆ อย่างมากก็ดีอกดีใจไปเดี๋ยวเดียว  แต่ถ้าทำอะไรให้กับผู้อื่นแล้ว จะติดไปกับใจเป็นเวลานาน จะสร้างความอิ่มเอิบใจให้กับเรา เช่นทำอะไรให้กับคุณพ่อคุณแม่ของเรา  วันนี้อยากจะไปเที่ยว แต่คุณพ่อคุณแม่ชวนมาวัด เราก็มาด้วย ทำให้คุณพ่อคุณแม่มีความสุข เราก็มีความสุขด้วย เป็นการกระทำที่จะเสริมสร้างความสุขความสวยงามให้กับเรา เราจะกลายเป็นคนน่ารัก    น่าชื่นชมยินดี คนเราไม่ได้น่ารักน่าชื่นชมยินดีที่รูปร่างหน้าตา แต่อยู่ที่การกระทำของเรา ถ้าซื่อสัตย์สุจริตเสียสละ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนกับใคร  ไม่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็จะเป็นคนที่น่ารักน่าชื่นชมยินดี  จึงขอให้ท่านทั้งหลายให้ความสำคัญ ต่อการเสริมสร้างความสวยงามทางจิตใจ บำเพ็ญไปเรื่อยๆ รับรองได้ว่าความสุขและความเจริญที่แท้จริง จะเป็นผลตามมาอย่างแน่นอน   การแสดงก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้