กัณฑ์ที่ ๓๒๖       ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐

 

 

ความสุขทางโลก

 

 

 

วันนี้เป็นวันหยุดราชการ เนื่องจากวันที่ ๕ พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล จึงหยุดชดเชยหนึ่งวัน เพราะตรงกับวันเสาร์ เป็นกำไร สำหรับญาติโยม มีวันหยุดอีกหนึ่งวัน จะกำไรจริงๆหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าจะใช้วันหยุดอย่างไร ถ้าไปเที่ยวไปเล่นไปดื่ม ไปหาความสนุกทางโลก ทางตา ทางหู ทางจมูก  ทางลิ้น ทางกาย ทางศาสนาสอนว่าไม่เป็นกำไร ถ้าจะให้กำไรต้องเข้าวัดทำบุญตักบาตร รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติ เพราะเป็นทางเดียวเท่านั้น ที่จะพาไปสู่ความสุขความเจริญ ไปสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ถ้ามีศรัทธาความเชื่อ แล้วปฏิบัติตาม เราจะได้ไปพบกับพระพุทธเจ้า พบกับพระอรหันตสาวกอย่างแน่นอน เพราะได้ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต  ผู้เห็นตถาคตคือผู้เห็นธรรม สิ่งที่เราจะได้พบเห็น ไม่ใช่สรีระร่างกายของพระพุทธเจ้า แต่เห็นธรรมะ ซึ่งเป็นองค์แท้จริงของพระพุทธเจ้า ธรรมะนี่แลที่ทำให้ใจบริสุทธิ์ผุดผ่องสิ้นกิเลส เมื่อสิ้นกิเลสแล้ว ก็จะเป็นเหมือนกับของพระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ไม่มีความแตกต่างกันเลย เป็นเหมือนรถยนต์ที่ผลิตออกมาจากโรงงานเดียวกัน จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน เป็นเหมือนเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์  วิทยุ  โทรศัพท์มือถือ  ถ้าผลิตออกมาจากโรงงานเดียวกัน ก็จะมีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ ฉันใดถ้านำเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ ชำระกายวาจาใจจนสะอาดบริสุทธิ์   ใจของเราก็จะเป็นเหมือนกับของพระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

 

เป็นสิ่งที่เราทำได้ทุกเวลาทุกสมัย ไม่ใช่แต่ในสมัยพุทธเจ้ากาลเท่านั้น เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ขึ้นกับกาลกับเวลา  เป็นอกาลิโก ปฏิบัติเวลาไหนก็จะบรรลุผลได้เหมือนกัน ไม่มีวันเสื่อม เช่นสมัยนี้ถึงแม้จะไม่มีพระพุทธเจ้า แต่ยังมีพระธรรมคำสอน ถ้าปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ก็จะได้ผลเช่นเดียวกับสมัยพุทธกาล ไม่มีความแตกต่างกันเลย เพราะธรรมะไม่เสื่อมตามกาลตามเวลา ไม่เหมือนกับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ เช่นอาหารหรือยา เวลาผลิตออกมาจะมีฉลากบอกวันหมดอายุไว้ ถ้าเก็บไว้เกินวันที่บอกก็จะเสีย จะไม่มีประโยชน์ รับประทานเข้าไปจะเกิดโทษได้ แต่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีฉลากบอกไว้ว่าจะหมดอายุวันไหน เป็นอกาลิโก กินได้ตลอดเวลา  ใช้ได้ตลอดเวลา ไม่มีเสีย ไม่มีเสื่อม ผู้ใดนำเอาไปปฏิบัติจะได้รับผลอย่างแน่นอน เพราะไม่ได้อยู่ที่เวลา แต่อยู่ที่การปฏิบัติเท่านั้น  ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สุปฏิปันโน อุชุ ญายะ สามีจิปฏิปันโน ผลคือมรรคผลนิพพานย่อมตามมาอย่างแน่นอน พระอรหันต์จึงไม่ปราศจากไปจากโลก แม้พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายได้ผ่านไปแล้ว แต่ก็ยังมีพระอรหันต์ปรากฏขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ พระอรหันต์จะไม่สิ้นไปจากโลก ให้เราเชื่อมั่นในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน แล้วน้อมเข้ามาปฏิบัติ ธรรมเป็นโอปนยิโก ต้องน้อมเข้ามา ได้ยินได้ฟังแล้วก็ต้องเอามาปฏิบัติ  ทรงสอนให้ทำความดี ละบาป ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ เราก็ต้องน้อมเอาเข้ามาปฏิบัติ  ต้องทำดี ละบาป ชำระจิตใจให้สะอาด  กำจัดความโลภโกรธหลงให้หมดไปจากจิตจากใจ ถึงจะเป็นโอปนยิโก 

 

ถ้าฟังแล้วไม่นำเอามาปฏิบัติ ก็จะไม่ได้ประโยชน์ เหมือนได้เห็นอาหารตั้งอยู่ข้างหน้า แต่ไม่ตักอาหารเข้าปาก ไม่รับประทานอาหาร ต่อให้อาหารจะวิเศษขนาดไหน ก็จะไม่เกิดประโยชน์กับเรา  ต้องรับประทานถึงจะอิ่ม มีความสุข ธรรมะก็ต้องปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วจะมีความสุข  มีอยู่  ๒ ระดับด้วยกันคือ ๑. ความสุขทางโลก ๒. ความสุขทางธรรม  ความสุขทางโลกก็เหมาะกับฆราวาสผู้ครองเรือน ส่วนความสุขทางธรรมก็เหมาะกับนักบวช มีความแตกต่างกัน การปฏิบัติก็แตกต่างกัน ฆราวาสจะเหมาะกับความสุขทางโลกมากกว่าทางธรรม พระหรือนักบวชก็จะเหมาะกับความสุขทางธรรมมากกว่าทางโลก  เพราะอยู่คนละฟากกัน  ความสุขทางโลกเกี่ยวกับการมีทรัพย์การใช้ทรัพย์  ความสุขทางธรรมไม่เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินสมบัติเงินทอง เกี่ยวกับเรื่องความสงบของจิตใจ  ถ้าต้องการความสุขทางธรรม  คือความสงบของจิตใจ ก็ต้องสละความสุขทางโลก ที่ได้จากการมีทรัพย์ การใช้ทรัพย์ ถ้ายังไม่สามารถหาความสุขทางธรรมได้ คือความสงบสุขของจิตใจ ก็ต้องหาความสุขทางโลกไปก่อน  พระพุทธเจ้าทรงแสดงความสุขทางโลกไว้  ๔ ลักษณะด้วยกันคือ  ๑. การมีทรัพย์  ๒. การได้ใช้ทรัพย์ ๓. การไม่มีหนี้ ๔. การกระทำที่ไม่เกิดโทษ เป็นเหตุ ๔ ประการด้วยกัน ที่จะนำความสุขทางโลกมาให้ เราจึงต้องสนใจศึกษาทำให้ปรากฏขึ้นมาให้ได้ เพราะจะทำให้มีความสุขกัน

 

ประการที่ ๑ ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์ ก็คงจะรู้กันดี เพราะเวลามีเงินมีทอง จะดีอกดีใจ มีความสุข เอาเงินไปซื้อความสุขต่างๆได้ อยากจะได้อะไร อยากจะดูจะฟังจะรับประทานอะไร ก็ซื้อมาได้ การมีทรัพย์มีได้ทั้งทางที่ถูกและไม่ถูก ทางที่ถูกก็คือ ๑. ทำบุญในอดีต ให้ทานมามาก พอมาเกิดในชาตินี้อานิสงส์ของบุญของทานที่ได้ทำไว้ ก็ทำให้มีทรัพย์ ได้เกิดเป็นลูกเศรษฐี ไม่ต้องไปหาเงินหาทองให้ลำบาก อย่างที่พวกเรากำลังทำบุญกันในชาตินี้ ไปเกิดชาติหน้า จะมีเงินทองรอเราอยู่  ๒. ถ้าไม่เคยทำบุญให้ทานมาก่อน ก็จะไม่มีทรัพย์ติดตัวมา ไม่ได้เกิดเป็นลูกเศรษฐี ไปเกิดเป็นลูกของคนยากคนจน ถ้ามีความขวนขวายขยันหมั่นเพียร ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาหาความรู้ ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ก็มีเงินมีทองได้ อย่างเศรษฐีบางคนที่เกิดในครอบครัวที่ยากจน แต่มีความขวนขวาย มีความตั้งใจ มีความขยันหมั่นเพียร ที่จะศึกษาหาความรู้ แล้วก็เอาความรู้มาทำมาหากิน จนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมา นี่คือวิธีที่จะทำให้มีทรัพย์โดยถูกต้อง ไม่เป็นโทษ ส่วนวิธีที่จะทำให้มีทรัพย์ที่ไม่ถูกต้องและมีโทษตามมาก็คือ การทำมาหากินที่ไม่สุจริต ประกอบการทุจริตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักทรัพย์ ฉ้อโกง โกหกหลอกลวง เป็นการกระทำที่ไม่ดี ทำแล้วเกิดโทษ เกิดความทุกข์  ไม่ทำให้เกิดความสุข ต้องหลีกเลี่ยงการทำมาหากินที่ทุจริต ถ้าอยากจะได้ความสุข ก็ต้องทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  

 

ประการที่ ๒. ความสุขที่เกิดจากการได้ใช้ทรัพย์ ก็ใช้ได้หลายรูปแบบด้วยกัน ใช้แล้วทำให้เกิดความสุข  ใช้แล้วทำเกิดความทุกข์เกิดโทษ  ถ้าใช้กับในสิ่งที่จำเป็น เช่นปัจจัย ๔ สร้างบ้าน  ซื้ออาหารมารับประทาน ซื้อเสื้อผ้ามาใส่ ซื้อยารักษาโรค ก็เป็นการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สุข  ถ้าใช้ซื้อของฟุ่มเฟือย ใช้กับอบายมุข ดื่มสุรายาเมา เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน ก็จะเป็นโทษ เพราะจะทำให้เงินทองหมดไปอย่างรวดเร็ว เป็นโทษกับร่างกายด้วย ถ้าเสพสุรายาเมา จะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย มีอายุไม่ยืน จะตายไปก่อนวัย การใช้เงินที่เป็นสุขนอกจากใช้กับปัจจัย ๔ แล้ว ถ้ามีเหลือก็เอามาทำคุณทำประโยชน์ให้กับสังคม ให้กับเพื่อนมนุษย์ เอามาทำบุญทำกุศล เป็นการสะสมทรัพย์ใน ไปเกิดข้างหน้าจะมีทรัพย์รอเราอยู่ ไม่ต้องเสียเวลาหาทรัพย์ใหม่ มีความสุขทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ในภพหน้าชาติหน้า จึงควรใช้เงินให้เป็น ใช้ให้เกิดความสุข  อย่าให้เกิดความทุกข์เกิดโทษ 

 

ประการที่ ๓ ความสุขที่เกิดจากการไม่มีหนี้  เพราะเป็นภาระทางจิตใจ ต้องหาเงินมาใช้หนี้ ถ้าไม่ใช้ก็ต้องถูกเจ้าหนี้ทวง ถูกดุด่า ถูกทำร้าย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับขึ้นศาล  จับเข้าคุกเข้าตะราง  ถ้าไม่มีหนี้ก็จะอยู่อย่างสุขสบายใจ ไม่ทุกข์ ถึงแม้จะไม่มีอะไรเลย หนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่รู้จักใช้เงิน ใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ใช้มากกว่าหามาได้ จึงต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ก็ต้องใช้เขา นอกจากใช้เงินต้นแล้วยังต้องใช้ดอกเบี้ยด้วย ถ้ารู้จักใช้เงินทอง ใช้ในสิ่งที่จำเป็น  สิ่งที่ไม่จำเป็น ที่ฟุ่มเฟือย ก็ไม่ต้องไปซื้อมา ถ้ามีเงินไว้ซื้อสบู่เพียง ๑๐ บาท แต่อยากใช้สบู่ก้อนละ ๑๐๐ บาท ถ้าซื้อมาก็จะทำให้เงินไม่พอใช้ ถ้าใช้ตามฐานะ ไม่เห่อตามคนอื่น ก็จะมีเงินพอใช้ เพราะคนเรามีฐานะต่างกัน ดังที่โบราณพูดว่า เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง เพราะคนกับช้างมันต่างกัน ต้องอยู่ตามฐานะ มีรายได้มากน้อยเพียงไร ก็ใช้ไปตามที่หามาได้  อย่าใช้มากกว่าที่หามาได้ ควรจะใช้น้อยกว่าด้วย ต้องมีเก็บไว้เผื่อวันข้างหน้าด้วย เกิดตกทุกข์ได้ยาก เจ็บไข้ได้ป่วยพิกลพิการ ไม่มีรายได้  ก็จะได้อาศัยส่วนที่เก็บไว้ถ้าไม่ได้เก็บไว้เลยก็จะลำบาก ต้องกู้หนี้ยืมสิน จะไม่มีปัญญาใช้ ต้องถูกจับไปลงโทษ จึงต้องระมัดระวัง อย่าใช้เงินเกินฐานะ ใช้พอประมาณ  เพราะความจำเป็นของการดำรงชีพก็ไม่มาก มีปัจจัย ๔ เท่านั้นที่จำเป็น นอกจากนั้นแล้วถึงแม้จะไม่มีก็อยู่ได้ ไม่มีโทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ ก็อยู่ได้ ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ ดีกว่าไปเป็นหนี้ เพราะต้องหาเงินมาใช้หนี้ ถ้าหาด้วยวิธีสุจริตไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีที่ทุจริต ผิดศีลผิดกฎหมาย ที่เสี่ยงต่อการถูกจับไปลงโทษ  ไปติดคุกติดตะราง จึงควรหลีกเลี่ยงการมีหนี้มีสิน นอกจากเป็นหนี้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นหนี้ เวลาไปกู้ยืมเงินที่ธนาคาร ก็ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน  เอาหลักทรัพย์ไปแลกเงินสด ถ้าไม่สามารถเอาเงินมาคืน ก็ถูกริบหลักทรัพย์ไป

 

ประการที่ ๔ ความสุขที่เกิดจากการกระทำที่ไม่เกิดโทษ การกระทำมีทั้งที่เกิดโทษและไม่เกิดโทษ การกระทำที่สุจริต ไม่ผิดศีลผิดกฎหมาย เป็นการกระทำที่ไม่เกิดโทษ  ไม่มีความทุกข์ตามมา ถ้าทำผิดศีลผิดกฎหมาย ก็จะมีโทษตามมา ต้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับเข้าคุกเข้าตะราง  ทำให้ทุกข์ใจ วุ่นวายใจ ตายไปก็ต้องไปเกิดในอบาย พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ดูการกระทำของเรา ว่าทำให้สุขหรือทำให้ทุกข์ ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะไม่รู้ จะทำตามคนอื่นที่ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำอย่างไรถึงสุขถึงทุกข์ ทำไปแล้วจึงบ่นว่าทุกข์กันเพราะไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ดังนั้นถ้ามีเวลาว่าง เช่นวันนี้ จึงควรเข้าหาพระธรรมคำสอน ฟังเทศน์ฟังธรรม แล้วนำเอาไปใคร่ครวญพิจารณาอยู่เรื่อยๆ อย่าฟังแบบเข้าหูซ้ายออกหูขวา ฟังแล้วต้องให้ติดอยู่กับใจ  ไม่เช่นนั้นจะเป็นแบบทัพพีในหม้อแกง อยู่ในหม้อแกงแต่ไม่รู้รสชาติของแกง ต้องฟังแบบลิ้นกับแกง  รู้รสของแกง ฟังแล้วต้องไปคิด เอาไปใคร่ครวญ เอาไปพิจารณาอยู่เรื่อยๆ  ไม่เช่นนั้นจะลืม พอไปทำภารกิจอย่างอื่น ก็ต้องคิดเรื่องนั่นเรื่องนี้ ก็จะลืมเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมา จะไม่ได้นำเอาไปปฏิบัติ ผลที่ดีคือความสุขความเจริญก็จะไม่เกิด มีแต่ปัญหา มีแต่เรื่อง มีแต่ความทุกข์ที่เป็นผลตามมา เพราะไม่ได้นำเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไปประพฤติปฏิบัติ

 

จึงควรน้อมเอาพระธรรมคำสอน เข้าสู่ใจอยู่เรื่อยๆ   มีเวลาว่างไม่ต้องคิดเรื่องอะไร ก็ให้คิดถึงพระธรรมคำสอน  ถ้าลืมหรือจำไม่ได้ก็เปิดหนังสืออ่าน เปิดเทปฟัง จะได้มีธรรมะหล่อเลี้ยงจิตใจ มีน้ำมนต์ชโลมจิตใจตลอดเวลา น้ำมนต์ที่แท้จริง ก็คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี่เอง ไม่ใช่อย่างอื่น ถ้าเป็นอย่างอื่นแล้ว พระพุทธเจ้าจะไม่เสียเวลาสั่งสอนสัตว์โลกถึง ๔๕ ปีด้วยกัน หลังจากตรัสรู้แล้ว ไม่ได้ทำภารกิจอื่นเลย  มีแต่อบรมสั่งสอนสัตว์โลก   ในตอนบ่ายก็สอนศรัทธาญาติโยม ในตอนค่ำก็สอนพระภิกษุสามเณร ในตอนดึกก็สอนเทวดา นี่คือภารกิจประจำวันของพระพุทธเจ้า สั่งสอนสัตว์โลกให้มีธรรมะชโลมจิตใจ เพราะธรรมะนี่แลเป็นน้ำมนต์ที่แท้จริง ถ้ามีธรรมะชโลมจิตใจอยู่เรื่อยๆแล้ว จะมีแต่ความสุขความเจริญความเป็นสิริมงคล จึงควรน้อมเอาพระธรรมคำสอนเข้ามาสู่ใจอยู่เรื่อยๆ ด้วยการได้ยินได้ฟัง ด้วยการระลึกถึง ด้วยการปฏิบัติ รับรองได้ว่าความสุขความเจริญความเป็นสิริมงคล ก็จะเป็นผลตามมาอย่างแน่นอน การแสดงก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้