กัณฑ์ที่ ๓๔๒       ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๐

 

 

พุทธกิจ ๕

 

 

 

 

การที่พวกเรามาวัดกันได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะมีศรัทธาความเชื่อ มีปสาทะความเลื่อมใส ในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ที่เป็นสรณะที่พึ่งที่แท้จริงของพวกเรา พระพุทธคุณอันประเสริฐมีอยู่ ๓ ประการคือ ๑. พระบริสุทธิคุณ  ๒. พระมหากรุณาธิคุณ  ๓. พระปัญญาธิคุณ  พระบริสุทธิคุณคือความสะอาดบริสุทธิ์ของพระทัยของพระพุทธเจ้า ที่ได้ทรงประพฤติปฏิบัติชำระกำจัดกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ความโลภความโกรธความหลงจนหมดสิ้นไป ทำให้พระทัยของพระองค์สะอาดบริสุทธิ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยบรมสุข ปรมัง สุขัง ไม่มีเชื้อของภพชาติหลงเหลืออยู่เลย ทำให้ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องไปแก่ไปเจ็บไปตาย ไปต้องพลัดพรากจากกัน หลุดพ้นแล้วจากความทุกข์ทั้งปวง บรรลุถึงความสุขประเสริฐเลิศโลกที่สุดไปตลอดอนันตกาล หลังจากนั้นก็ทรงเกิดความกรุณาสงสารสัตว์โลกทั้งหลาย ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ต้องทุกข์กับการเกิดการแก่การเจ็บการตาย การพลัดพรากจากกัน อย่างไม่มีที่สุดสิ้น ถ้าไม่มีคนที่รู้ทางเช่นพระพุทธเจ้ามาสั่งสอน น้ำตาที่สัตว์โลกต้องหลั่งในแต่ละภพแต่ละชาตินั้น ถ้าเอามารวมกันแล้ว จะมีมากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร แสดงว่าภพชาติของสัตว์โลกที่เวียนว่ายตายเกิดนั้น มีจำนวนมากนับไม่ถ้วน คิดดูชาตินี้เราร้องห่มร้องไห้หลั่งน้ำตากันถึงตุ่มหนึ่งไหม แล้วเมื่อไหร่ถึงจะได้มากกว่าน้ำในมหาสมุทร ลองคิดจำนวนของภพชาติดูว่ามากขนาดไหน นั่นแหละคือการเวียนว่ายตายเกิดของพวกเราที่ผ่านมาแล้วในอดีต เต็มไปด้วยความทุกข์ ความเสียอกเสียใจ แต่พวกเราก็ไม่เข็ดไม่จำกัน พอหายจากร้องห่มร้องไห้ ก็วิ่งเข้าหาความทุกข์อีก พอสูญเสียคนนั้นคนนี้ไป พอหายจากความเศร้าโศกเสียใจ ก็ไปหาคนใหม่มาอีก หาสามีใหม่หาภรรยาใหม่ หาลูกใหม่ แล้วก็ต้องมาร้องห่มร้องไห้กันใหม่อีก ทำกันอย่างนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว

 

ถ้ามีสติบ้างก็คงจะจำได้ แต่ไม่ค่อยมีสติกัน เพราะถูกความหลงครอบงำ จึงไม่ให้เห็นความทุกข์ที่วิ่งเข้าหากัน ที่แบกกันอยู่ ก็เลยต้องทุกข์ไปเรื่อยๆ เป็นสาเหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้า ทรงเกิดความกรุณาสงสารสัตว์โลก จึงได้อุทิศชีวิตของพระองค์ที่มีเหลือหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้ เพื่อโปรดสัตว์โลก สั่งสอนสัตว์โลก ให้มีแสงสว่างแห่งธรรม ที่จะพาไปสู่การสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ตลอดเวลา ๔๕ พรรษา พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงกระทำภารกิจอย่างอื่นเลย นอกจากสั่งสอนสัตว์โลก ที่ทรงถือเป็นภารกิจสำคัญที่สุดคือ ๑. ตอนบ่ายก็ทรงสั่งสอนศรัทธาญาติโยม ๒. ตอนค่ำก็ทรงสั่งสอนภิกษุสามเณร ๓. ตอนดึกก็ทรงสั่งสอนเทวดา ๔. ตอนก่อนจะสว่างก็ทรงเล็งญาณดูว่า จะทรงไปโปรดผู้ใดดีในวันนั้น ๕. พอสว่างก็ทรงออกบิณฑบาต แล้วก็ไปโปรดบุคคลที่ทรงได้เล็งญาณไว้ นี่คือพุทธกิจ ๕ ที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนินทรงปฏิบัติทรงบำเพ็ญอยู่ทุกๆวัน หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ไม่ได้ทำภารกิจอย่างอื่นเพื่อพระองค์เลย ทำเพื่อสัตว์โลกโดยถ่ายเดียว นี่แหละคือพระมหากรุณาธิคุณ ไม่มีใครสามารถเสียสละทำอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำได้เลย พวกเราเวลาจะทำอะไรกัน ก็เล็งดูผลประโยชน์ที่จะได้รับก่อนแล้ว ถ้าไม่ได้รับผลประโยชน์ก็จะไม่อยากทำกัน เพราะใจของเรายังหนาแน่นด้วยกิเลสตัณหา ความโลภความอยาก ทำอะไรก็อยากจะได้ผลตอบแทน แต่พระทัยของพระพุทธเจ้าทรงปราศจากความโลภความอยากต่างๆ ทรงทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความเมตตากรุณาจริงๆ เพื่อให้สัตว์โลกได้หลุดพ้นจากกองทุกข์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด มีเป็นจำนวนมากนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ทรงประกาศพระธรรมคำสอนครั้งแรก ก็มีผู้ที่ได้ยินได้ฟังได้บรรลุพระอริยธรรมเลย

 

ครั้งแรกที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ ก็มีพระอัญญาโกณฑัญญะ หนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ ได้บรรลุอริยธรรมขั้นที่หนึ่ง ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน มีดวงตาเห็นธรรม เห็นว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นมา ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วจะไม่ดับ ถ้ามีการเกิดก็จะต้องมีการดับไปเป็นธรรมดา นี่คือแสงสว่างแห่งธรรมที่พระอัญญาโกณฑัญญะได้เห็น ทำให้ปล่อยวางความเกิดความดับได้ ไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะรู้ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะต้องดับไปสักวันหนึ่ง ถ้าไปหลงยึดติดก็จะเกิดความอยากให้อยู่ไปนานๆ แล้วก็จะต้องเกิดความเศร้าโศกเสียใจ เมื่อต้องจากกันไป นี่คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ในขั้นที่หนึ่ง หลังจากนั้นก็ทรงแสดงธรรมเทศนาสอนพระปัญจวัคคีย์อีกครั้งสองครั้ง ก็ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง หลังจากนั้นทรงให้พระปัญจวัคคีย์   ช่วยเผยแผ่สั่งสอนด้วย   ทำให้มีพระอรหันต์ปรากฏขึ้นมาถึง   ๑,๒๕๐ รูปเป็นอย่างน้อยในวันมาฆบูชา ในวันเพ็ญเดือน ๓ เจ็ดเดือนหลังจากที่ได้ทรงเริ่มประกาศพระศาสนา ในวันเพ็ญเดือน ๘ พอวันเพ็ญเดือน ๓ ของปีต่อมา ก็มีพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยไม่ได้นัดหมายกัน พระอรหันต์ทั้ง ๑,๒๕๐ รูปล้วนเป็นเอหิภิกขุทั้งนั้น คือพระบรมศาสดาเป็นผู้ทำการอุปสมบทให้ ด้วยการเปล่งวาจาว่าเอหิภิกขุ แปลว่าจงมาเป็นภิกษุเถิด สมัยก่อนบวชง่ายไม่ต้องมีพิธีมาก โกนหัวนุ่งห่มเหลืองไปกราบขอพระพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสบอกว่าจงมาเป็นภิกษุเถิด ก็ถือว่าได้เป็นพระแล้ว ได้บวชแล้ว

 

หลังจากนั้นก็มีผู้มีศรัทธาอยากจะบวชเป็นจำนวนมาก อยู่กันคนละทิศคนละทาง ห่างไกลจากพระบรมศาสดา เวลาจะบวชแต่ละครั้งก็ต้องเดินทางมาให้พระบรมศาสดาบวชให้ ก็กลายเป็นภาระทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งผู้ที่จะบวชและผู้ที่จะให้บวช พระพุทธเจ้าจึงได้มอบหมายการบวชให้กับสงฆ์ต่อไป คือให้มีพระภิกษุ ๑๐ รูปขึ้นไปทำพิธีบวชให้ ถ้าอยู่ในที่กันดารหาพระภิกษุยาก ก็ให้อนุโลมให้ใช้เพียง ๕ รูป ก็บวชพระภิกษุได้ เป็นธรรมเนียมที่ได้ปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้ นี่คือความหมายของพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ทำให้สัตว์โลกได้หลุดพ้นจากกองทุกข์เป็นจำนวนมาก และยังหลุดกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ ยังมีผู้ที่มีจิตศรัทธา น้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า ไปศึกษาและปฏิบัติ จนบรรลุเห็นธรรมกัน ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเราจึงไม่ควรท้อแท้ อย่าไปคิดว่าศาสนานี้หมดยุคหมดสมัยไปแล้ว ไม่มีประสิทธิภาพที่จะทำให้เราได้หลุดพ้นจากความทุกข์ เหมือนกับในสมัยพระพุทธกาล อย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะหนึ่งในพระธรรมคุณก็คืออกาลิโก ธรรมะเป็นอกาลิโก ไม่ขึ้นกับกาลกับเวลา ไม่เสื่อมไปกับกาลกับเวลาเหมือนกับสิ่งอื่นๆ เช่นอาหารหรือยาที่เราซื้อมารับประทาน จะมีเขียนฉลากไว้ว่า หมดอายุในวันที่นั้นวันที่นี้ แต่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีวันหมดอายุ ตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ น้อมนำเอาไปปฏิบัติอยู่ ก็ยังจะได้รับผลจากการปฏิบัติอย่างแน่นอน

 

พระพุทธคุณประการที่ ๓ ก็คือพระปัญญาธิคุณ ที่ทำให้สัตว์โลกได้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ เพราะทรงมีพระปัญญารู้จักแยกแยะสัตว์โลก ว่าควรจะสอนธรรมะหนักเบามากน้อยเพียงไร เพราะสัตว์โลกก็เปรียบเหมือนกับคนไข้ที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่เหมือนกัน บางคนก็เจ็บหนัก บางคนก็เจ็บไม่หนัก หมอที่จะรักษาคนไข้ก็ต้องรู้อาการของคนไข้ ว่าควรจะรักษาวิธีใด รักษาด้วยยาชนิดใด มากน้อยเพียงใด ไม่เช่นนั้นถ้ารักษาไม่ถูกวิธี คนไข้แทนที่จะหายอาจจะแย่กว่าเดิม หรืออาจจะตายไปก็ได้ คนที่ทำงานโรงพยาบาลรู้กันดี แต่พูดไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดความตื่นตระหนกขึ้นมา ทำให้คนไม่กล้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่เชื่อได้ว่ามีการรักษาที่ผิดพลาด มีการวิเคราะห์โรคภัยที่ผิด ให้ยาผิด ให้การรักษาผิด ทำให้คนไข้ไม่หายจากโรคหรือตายไปได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นหมอแบบนั้น ทรงเป็นหมอที่ฉลาดมาก ทรงรู้ถึงโรคของผู้ที่มารักษา เวลาทรงแสดงธรรมจะทรงแสดงธรรมที่ไม่เหมือนกัน เวลาที่มีผู้ฟังกลุ่มหนึ่งก็จะแสดงไปในระดับหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งก็จะแสดงไปอีกระดับหนึ่ง เพราะว่าธรรมะมีหลายขั้นด้วยกัน เหมือนกับโรงเรียนมีหลายชั้น นักเรียนที่มาเรียนก็มีความรู้ความสามารถต่างกัน ถ้าอยู่ในชั้นอนุบาลก็ต้องสอนระดับอนุบาลไป ถ้าอยู่ในชั้นปริญญาก็ต้องสอนระดับปริญญา มิเช่นนั้นจะไม่เกิดประโยชน์ ถ้าเอาวิชาความรู้ระดับปริญญามาสอนให้กับเด็กอนุบาล ก็จะไม่เข้าใจ จะไม่สามารถเรียนรู้ได้เพราะสูงเกินไป ถ้าเอาความรู้ระดับอนุบาลไปสอนระดับปริญญา ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะได้เรียนมาแล้ว

 

จึงทรงแยกแยะคำสอนให้เหมาะสมกับผู้ที่มาศึกษา ทรงรู้ว่าควรสอนมากน้อยเพียงไร หนักเบาเพียงไร บางครั้งเพียงพูดคำสองคำเท่านั้น ผู้ฟังก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้เลย บางครั้งก็ต้องสอนอยู่เรื่อยๆ  พูดอยู่เรื่อยๆ เพราะคนฟังไม่ฉลาดพอ ต้องสอนเรื่อยๆ สอนบ่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจ ทรงแยกแยะผู้ที่มาศึกษาไว้ ๔ กลุ่ม เป็นเหมือนบัว ๔ เหล่าคือ ๑. พวกที่รู้เร็ว ฟังเพียงครั้งสองครั้งก็บรรลุได้เลย เป็นพวกที่อยู่เหนือน้ำแล้ว เพียงแต่รอให้แสงตะวันมาสัมผัสก็จะบานออกมา  ๒. พวกที่รู้ได้แต่ช้าหน่อย คือโผล่จากน้ำแล้ว แต่ยังไม่บานทันที เมื่อได้สัมผัสกับแสงพระอาทิตย์ ต้องรอไปอีกสักระยะหนึ่งก่อน จึงจะบาน พวกนี้ต้องฟังหลายครั้ง แล้วก็เอาไปปฏิบัติ แล้วก็กลับมาฟังอีก ก็จะบรรลุได้ ๓. พวกนี้ยังไม่ได้โผล่เหนือน้ำ เกือบจะโผล่ แต่ยังอยู่ใต้น้ำ พวกนี้จะต้องใช้เวลามากหน่อย กว่าที่จะโผล่ขึ้นมาและบานได้ ต้องสอนไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานพอสมควร อาจจะไม่ได้บรรลุในชาตินี้ แต่จะได้สะสมบารมี ไว้สำหรับภพชาติต่อไป เมื่อได้ไปพบกับพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ได้กลับมาเกิดแล้วได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนใหม่ ก็จะสามารถต่อยอดได้เลย จะก้าวไปได้อย่างรวดเร็ว  ๔. บัวที่อยู่ก้นบ่อ ไม่มีโอกาสที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาได้ เพราะจะเป็นอาหารของปูของปลาไป พวกนี้เป็นเหมือนคนหูหนวกตาบอดทางปัญญา ไม่เชื่อนรกเชื่อสวรรค์ ไม่เชื่อบุญเชื่อบาปเชื่อกรรม ไม่เชื่อพระธรรมคำสอน ไม่เข้าวัด ชอบเล่นการพนัน ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบเสพสุรายาเมา เชื่อในสิ่งที่ไม่มีสาระ ไหว้เหรียญไหว้วัตถุ ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ เชื่อหมอดู เป็นพวกมืดบอด ไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะไม่ได้สัมผัสกับแสงสว่างแห่งธรรม เวลาได้ยินได้ฟังธรรมก็ไม่นำเอาไปปฏิบัติ เวลาฟังก็ไม่ตั้งใจฟัง นั่งคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะไปเที่ยวที่นั่น จะไปกินที่นี่ จะไปหาเงินที่นั่นหาเงินที่นี่ ฟังเทศน์ไปจนวันตาย ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เหมือนกับทัพพีในหม้อแกง อยู่ในหม้อแกงนานเท่าไหร่ ก็จะไม่รู้รสของแกง

 

ส่วนพระธรรมคุณก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน ประการแรกคือ สวากขาโต ภควตา ธัมโม ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้นั้น เป็นธรรมที่ถูกต้องแม่นยำ ไม่ผิดพลาดจากความจริงเลย สอนว่าสวรรค์มีจริงก็มีจริง นรกมีจริงก็มีจริง บาปบุญมีจริงก็มีจริง ตายแล้วต้องเวียนว่ายตายเกิดก็เป็นอย่างนั้นจริง ประพฤติปฏิบัติธรรมก็จะสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ก็เป็นอย่างนั้นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระพุทธจ้าทรงตรัสไว้ ที่มีมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่มีความปลอมอยู่เลย ไม่มีคำโกหกอยู่เลย เป็นความจริงล้วนๆ ที่เรามั่นใจได้ว่า การศึกษาและประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน จะไม่นำพาเราไปสู่ความล่มจม แต่จะพาเราไปสู่ความเจริญ สู่การหลุดพ้นโดยถ่ายเดียว ประการต่อมา ก็คืออกาลิโก ไม่ขึ้นกับกาลกับเวลา ไม่เสื่อมไปกับกาลกับเวลา ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ไปถึง ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้วก็ตาม แต่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ยังเป็นเหมือนยาที่ผลิตออกมาใหม่ๆจากโรงงาน ผู้ใดนำเอาไปรับประทาน นำเอาไปปฏิบัติ ก็จะได้รับผลอย่างเต็มที่เช่นเดียวกับในสมัยพุทธกาล ประการต่อมาคือสันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติสามารถรู้เห็นได้ด้วยตนเอง ไม่มีใครรู้แทนกันได้ เห็นแทนกันได้ ไม่เหมือนกับสถานที่ ที่คนอื่นเห็นแล้วถ่ายรูปมาให้เราดูได้ ว่าสถานที่ตรงนั้นเป็นอย่างนี้นะ มีรูปร่างอย่างนี้ สันทิฏฐิโกต้องปฏิบัติเอง เมื่อปฏิบัติแล้วก็จะเห็นเอง เหมือนกับการรับประทานอาหาร ถ้าไม่รับประทาน เราจะไม่รู้ว่าอาหารอร่อยหรือไม่ ถ้ารับประทานแล้วก็จะรู้ ฉันใดถ้าปฏิบัติเราก็จะเห็นนรกเห็นสวรรค์ เห็นความสุขเห็นความทุกข์ ที่เกิดจากการทำบุญทำบาป เห็นการดับของทุกข์ เห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากกิเลสตัณหาต่างๆได้อย่างชัดเจน  ประการต่อมาคือโอปนยิโก เราต้องน้อมเข้ามาสู่กายวาจาใจ พอได้ยินได้ฟังแล้ว ต้องนำเอามาประพฤติปฏิบัติกับกายวาจาใจ เอามาคิดพิจารณา วันนี้ได้ยินได้ฟังอะไร ก็นำเอาไปคิดพิจารณาอยู่เรื่อยๆ แล้วก็นำเอาไปปฏิบัติ เช่นทรงสอนให้คิดดีพูดดีทำดี ก็เอาไปปฏิบัติดู ต่อไปนี้จะคิดดีพูดดีทำดี ไม่คิดร้ายกับใคร คิดด้วยความเมตตากรุณาเสียสละ เวลาพูดอะไรก็จะพูดแต่สิ่งที่ดี ไม่พูดเรื่องเหลวไหล ไม่พูดเรื่องที่เกิดความเสียหาย ไม่พูดความเท็จอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็จะทำดี เช่นทำบุญปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ปลงอนิจจังทุกขังอนัตตา ฟังเทศน์ฟังธรรม เมื่อทำแล้วผลก็จะปรากฏขึ้นมาในใจ คือมีความสุขมากขึ้น มีความทุกข์น้อยลง มีความฉลาดมากขึ้น มีความโง่เขลาเบาปัญญาน้อยลง นี่คือผลที่จะเกิดขึ้น ถ้าน้อมเอาพระธรรมเข้ามา จึงควรรำลึกถึงพระธรรมคุณอยู่เสมอ แล้วก็น้อมเอาเข้ามาสู่กายวาจาใจ เพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป เพื่อจะได้สัมผัสกับผล ว่าเป็นอกาลิโกจริงๆ เป็นสันทิฏฐิโกจริงๆ

 

พระสังฆคุณก็มีอยู่ ๔ ประการด้วยกันคือ ๑. สุปฏิปันโน  ๒. อุชุปฏิปันโน  ๓. ญายปฏิปันโน  ๔. สามีจิปฏิปันโน เป็นพระอริยสงฆสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ไม่ได้หมายถึงพระภิกษุหรือสามเณรหรือนักบวชทั้งหลาย แต่หมายถึงผู้ที่มีพระสังฆคุณทั้ง ๔ ประการนี้คือ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์โดยถ่ายเดียว ถ้ามีคุณสมบัติทั้ง ๔ ประการนี้แล้ว ย่อมเป็นพระอริยสงฆสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นหญิงก็ได้เป็นชายก็ได้ เป็นนักบวชก็ได้เป็นฆราวาสก็ได้ เป็นเด็กก็ได้ เป็นผู้ใหญ่ก็ได้ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศกับวัย แต่อยู่ที่การปฏิบัติทั้ง ๔ ประการนี้เท่านั้นคือ สุปฏิปันโน ปฏิบัติดี อุชุปฏิปันโน ปฏิบัติตรง ญายปฏิปันโน ปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ สามีจิปฏิปันโน ปฏิบัติชอบ พระอริยสงฆสาวกมีอยู่ ๔ ระดับด้วยกันคือ ๑. พระโสดาบัน  ๒. พระสกิทาคามี  ๓. พระอนาคามี ๔. พระอรหันต์ อานิสงส์ที่ได้จากการบรรลุธรรมขั้นต่างๆมีดังนี้ พระโสดาบันจะมีภพชาติเหลือเพียง ๗ ชาติเป็นอย่างมาก และเป็นสุคติภพ คือไม่ต้องไปเกิดในอบายอีกต่อไป ผู้ที่บรรลุเป็นโสดาบันแล้ว จะเวียนว่ายตายเกิดไม่เกิน ๗ ชาติ ในภพของมนุษย์ของเทพของพรหมเท่านั้น พระสกิทาคามีจะเหลือเพียงภพชาติเดียวเท่านั้น พระอนาคามีไม่ต้องกลับมาเกิดในภพของมนุษย์ภพของเทวดา แต่จะเกิดในภพของพรหม แล้วก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดในลำดับต่อไป พระอรหันต์ไม่ต้องไปเกิดที่ไหนอีกต่อไป เพราะถึงที่สุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในชาตินี้แล้ว เป็นชาติสุดท้าย พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เมื่อตายไปแล้วก็ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป นี่คืออานิสงส์ของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ ปฏิบัติชอบ เรียกสั้นๆว่าสุปฏิปันโน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นี่คือพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ที่เรากราบไหว้บูชาเลื่อมใสเคารพ ถ้าเชื่อแล้วปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาพระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆสาวกทั้งหลายเป็นแบบฉบับเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ช้าก็เร็วก็จะได้เป็นพระอริยสงฆ์ ได้วิมุตติ หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างแน่นอน จึงควรมั่นใจในการดำเนินตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ดังที่ได้มาบำเพ็ญกันในวันนี้ มาปฏิบัติภารกิจ มาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบกัน การแสดงก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้